มอออออ
บางคนอาจไม่เข้าใจ ว่าทำไมหนา
มีคำบางคำที่ผมเคยได้ยิน เด็กพูด และทำให้ผมสะอึก
"""""
ผมทราบครับว่าโลกนี้น่ะ Unfair
แต่สิ่งที่อยากให้โลกนี้มีความยุติธรรมเหลืออยู่บ้างก็คือ
โอกาสในการศึกษา ถ้าผมไม่มีเงิน ผมคงไม่มีอนาคต ดีดี กับเขาแล้วใช่ไหม""""""""
===================================================
หลายคนที่อ่านบทความของผม จริงๆแล้วเป็นผู้มีโอกาสทั้งนั้น
สำหรับตัวผมแล้ว ผมก็คงไม่มีโอกาส เป็นครู ให้เด็กๆ ในโรงเรียนอนุบาล ได้ หรอก
เพราะ คงไม่มีใครให้ผมสอน แม้ผมจะชอบ (เพราะหน้าตาที่น่ากลัว มากกกกกก)
มันคงมีคำถาม เยอะแยะไปหมด ว่าทำไมมาสมัครเป็นครู
และถ้าถามว่า แล้วไปเป็น ครูแบบนั้น ผมจะสนุกไหม
ผมว่าผมไม่สนุก ผมทำเพราะความรัก รักใน เด็ก และ รักในวิชา คณิตศาสตร์
===================================
หลังจากที่คำแนะนำเต็มมาไปหมด ทั้งจากเพื่อนตัวดีของผม และแม่แม่หลาย คนมากมากที่ห่วงผม อย่างจริงใจ
2 วันก่อน ผมนั่ง หยิบปากกา ขึ้นมา เพื่อเขียน Map ว่า ผมจะทำไงต่อ
หลังจากเขียน Main Idea ต่อ Branch แรก ความคิดแรกที่ผ่าน เข้ามาในหัว
ทำให้ผมต้องวางปากกาลง
เพราะ วันหนึ่งที่ริมแม่น้ำป่าสัก
ผมคุยกับ คน คนหนึ่ง เรื่องตกปลา
ผมก็พยายามหา เนื่อเรื่อง ที่ เธอ พยายามบอกผม โดยสรุป และผมก็หาเนื้อเรื่องมาว่าจริงๆแล้วเรื่องนี้ เป็นยังไง
เพราะผมประทับใจเรื่องที่ เธอเล่ามาในเรื่องนี้มาก
จริงๆแล้วเธอเล่ากระท่อนกระแท่น เพราะลักษณะของเธอ ซึ่งน่าจะเก่งคณิตศาสตร์ ซึ่งคนลักษณะนี้ มักจะเป็น ผู้เล่าที่ไม่ค่อยดีนัด แต่ ผมจับอารมณ์ของเธอที่พยายามสื่อให้ผมฟังได้
เนื้อเรื่องเป็นดังนี้นะครับ
""""""มีนักธุรกิจเศรษฐีคนหนึ่ง ทำงานมานานนนนมากจนรวยเป็นหลายร้อยหลายพันล้าน
วันหนึ่งเขาก็ได้ขายธุรกิจของตนเอง ทันทีที่ขายเสร็จ ก็สั่งให้ขนขับรถรีบพาไปชายทะเล
พอไปถึงเขาก็เอาเก้าอี้ตั้ง นั่งตกปลาอย่างสบายอารมณ์ ลมพัดเย้นเย็น เศรษฐีรุ้สึกมีความสุขม้ากมาก ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นลุงคนนึงกำลังนั่งตกปลาอยู่เหมือนกัน
เขาจึงเอ่ยถามว่า "ลุงนั่งตกปลามานานยัง?"
"นานแล้ว"ลุงตอบ
"ลุงเป็นคนแถวนี้เหรอ" "ใช่ๆ"
"แถวนี้มีปลาเยอะมั้ยลุง"
"โอ่ย..เยอะมาก"
"แล้วลุงตกได้วันละกี่ตัวเนี่ย?"
"ตัวเดียวก็พอแล้ว"
"อ่าวลุง ปลามีเยอะแยะทำไมตกเอาแค่ตัวเดียว?"
"อ่าวก็ข้าอยู่กันสามคน พ่อแม่ลูก ปลาตัวเดียวก็อยู่ได้แล้ว"
"แล้วเวลาที่เหลือล่ะท่านทำอะไร"นักเศรษฐศาสตร์ถามต่อ
"ข้าก็อยูกับลูกกับเมีย ตอนเย็นก็ไปเดินเล่นในหมู่บ้าน เล่นดนตรี ร้องรำทำเพลงสังสรรกับเพื่อนฝูงแล้วก็กลับบ้านนอน ชีวิตก็เป็นอยู่อย่างนี้"ชาวประมงตอบ
"อ่าว ทำไมลุงไม่ตกวันเดียวสิบตัว แล้วสิบวันค่อยมาที่นี่ครั้งนึง"
ลุงก็มองแล้วงงๆนะ คิดได้ไงเนี่ย
เป็นนักธุรกิจก็ต้องชอบคิดวางแผนนั่นแหละ เหอะๆๆ
"ลุง ถ้าเป็นผมนะ ผมจะตกทีละเยอะๆเลย"
ลุงถามว่า"อ่าว ตกไปเยอะๆเอาไปทำอะไร"
"ก็เอาไปขายสิลุง! ให้ได้เงินมาเยอะๆ แล้วก็ไปซื้อเรือมาลำนึง
ไปตกที่ปลาเยอะๆกว่านี้อีก เอาปลาเยอะๆนั้นแหละไปขายให้แพปลา พอได้เงินมาแล้วก็มีเงินเหลือ"
ลุงถามต่อ "มีเงินเหลือแล้วเอาไปทำอะไรหละ"
นักธุรกิจรีบตอบ "ปัดโถ่เอ้ย ก็เอาไปซื้อเรือลำใหญ่กว่าสิ ทีนี้ก็ไปให้ไกลอีกหน่อยนึง สามวัน ห้าวัน เจ็ดวัน เอาเข้ามาขาย"
"ตอนนี้คุณก็จะมีเงินแสนแล้วนะ"
ชาวบ้านตาโตละ ตอนแรกกูยังไม่มีอะไร
ตอนนี้มีเงินแสนละ๕๕๕ เศรษฐียังเล่าต่อไป..
"พอคุณมีเงินแสนแล้วนะ คุณก็ซื้อเรือลำใหญ่กว่าเดิมอีก
เอาที่มีห้องเย็นข้างใน ไว้เก็บปลาได้นานเป็นเดือนเลย
แล้วคุณได้ปลาเยอะๆนะ ไม่ต้องไปขายให้แพปลาละ
คุณเปิดแพปลาแล้วขายกันเอง รับซื้อปลามาขายได้อีก"
เห็นมั้ย เริ่มควบรวมกิจการชาวบ้านละ
ทีนี้ทำไงต่อ อ่าวทีนี้คุณขายปลาได้เยอะๆงี้ก็มีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน คุณก็เข้าตลาดหุ้นดิ"
เข้าตลาดหุ้น แล้วพอราคาหุ้นคุณขึ้นเอา ขึ้นเอา
คุณก็ไปซื้อกิจการอื่นๆอีกซิ แล้วควบรวมกิจการทางทะเลทั้งหมดเลยนะ"
"ทีนี้แหละคุณก็มีแสนล้าน รวยมหารวย"
เศรษฐียิ้มอย่างพอใจ ลุงก็ถามต่อไปอีก "อ่าวมีแสนล้านแล้วทำไงอะ?"
"อ่าว คุณก็ขายธุรกิจเหมือนผมไง!" ๕๕๕๕๕๕๕๕๕
ชาวบ้านถาม "คุณรวยเป็นแสนล้านแล้วมานั่งตกปลากะผมหาพระแสงอะไรไม่ทราบ"
"อ้าว ก็พอมีธุรกิจแสนล้าน ก็ขายทิ้ง แล้วท่านก็ย้ายกลับมาที่หมู่บ้าน หาซื้อบ้านริมทะเล ใช้ชีวิตสงบๆกับลูกเมีย แล้วมานั่งตกปลากันสบายใจเฉิบ ....เพื่อจะได้มีความสุขกันไง...."
ชาวบ้านบอก "ผมไม่ต้องวุ่นวายขนาดนั้นเลย" "ผมก็มีความสุขอยู่แล้วนี่ไงทุกๆวัน"
=================================
ผมวางปากกาลง แล้วนั่งนึกถึงเรื่องที่เธอเล่า ให้ผมฟัง
================
หลังจากวันที่แม่น้ำป่าสัก
ผมนั่งคิด ผมไม่เห็น ไม่จำเป็นต้องมีอะไรเลย
ถ้าผม อยู่ในสภาพ ที่หน้าตา น่ากลัว(ใครเห็นผม ที่ออกมาจากป่าวันแรกก็คงกลัวละนะ 5555) ไม่ต้องมี First Image เพื่อสร้างอะไรให้คนเห็น
คนไม่ต้องรู้จักผม ว่าผมคือใคร มีสภาพเพียงกางเกง ยีนส์ เสื้อยืด เก่าๆ เหมือน วันที่ผมนั่งริมแม่น้ำป่าสัก
ทำอย่างเดียว ทำเพื่อ สร้าง ทำเพื่อแก้กรรม ทำไป
วันก่อนคุยกับแม่คนหนึ่ง ที่สวนรถไฟ ว่าต่อไปจะเป็นไง
ผมก็บอกว่า ถ้าเหลือ น้องมา เพียงคนเดียว ผมก็ยังมา
ถ้าน้องยังต้องการให้ผมสอน ผมก็จะมาสอนน้อง
ลองดูกันว่าใครจะทนกว่าใคร
==================================
แผนการณ์ที่ไม่ถูกกำหนด แม้จะเรียนมามากมาย ว่าทำอะไรต้องวางแผน
แผนการณ์ ประเมินผล ที่ไม่มี แม้จะเรียนมามากมาย ว่า จะประเมินผลอย่างไร
จับมันทิ้งไปหมด
ก็ขอขอบคุณแรงใจ ทุกท่าน โดยเฉพาะเรื่อง นักเล่นหุ้นตกปลา ที่ริมแม่น้ำป่าสักในวันนั้น
มีคำคำหนึ่งที่ผมจำได้ในคำที่หลวงตาบอก
"""""อย่าไปฝืน ถ้าอะไรมันจะเกิดให้มันเกิด แต่อย่าไปทำ ให้มันเกิด แต่อย่าไปฝืนมัน ถ้าไม่อยากได้ก้ให้รู้แค่ ว่า มีลาภเสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ ก็พอ แต่อย่าไปฝืน อย่าไปฝืนความหวังดีของใครอีก เพราะเมื่อไร เขาหวังดี แล้วเราฝืน มันเป็นกรรม มันติดตัวเรา.................
แล้วทางออกแต่ละทางมันจะมาเอง มันจะมาเอง ตาม ธรรมะ
มีหน้าที่ก็ทำไป ทำให้ดีที่สุด """""
ขอขอบคุณ ทุกท่านที่เป็นห่วง
ขอขอบคุณ ในความกรุณา จากหลายๆท่าน
ถ้าอะไรจะเกิด คงให้มันเกิด ตามธรรมชาติ ซึ่งก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะเป็นธรรมชาติแบบไหน
======================================================
CAN... I Can Do All things ... for You .....
พ่อ ครับ ......ผมรักพ่อ.....
True Story ...
A son says to his father: 'Dad, would you be willingly to run a marathon with me?'
The father, despite his age and a heart disease, says 'YES'.
And they run that marathon, together.
The son asks: 'Dad, can you run another marathon with me?' Again father says 'YES'.
They run another marathon, together.
One day the son asks his father: 'Dad, would please do the Iron Man with me?'
Now just in case you wouldn't know, 'The Iron Man' is the toughest triatlon in existance; 4km swimming, then 180 km by bike, and finaly another 42 km running, in one stroke.
Again father says 'YES'
Maybe this doesn't 'touch' you yet by heart ... until you see this movie (put on sound!):
เรื่องจริง ...
วันนึงลูกชายได้พูดกับพ่อของเขาว่า "พ่อครับ พ่อจะไปวิ่งมาราธอนกับผมได้ไหม"
ถึงแม้ว่าตัวคุณพ่อเองจะอายุมากแล้ว แถมยังเป็นโรคหัวใจ เขาเลือกที่จะตอบลูกของเขากลับไปว่า "ได้ซิลูก"
หลังจากนั้นทั้งสองก็วิ่งมาราธอนด้วยกันอีกวันนึง ลูกชายได้ถามพ่อของเขาอีกครั้งว่า "พ่อครับ พ่อจะวิ่งมาราธอนกับผมอีกครั้งได้ไหม"
แน่นอนว่า
พ่อตอบกลับไปว่า "ได้ซิลูก" เขาทั้งสองก็ได้วิ่งมาราธอนรายการอื่นอีกครั้งด้วยกัน
และอีกวันนึง ลูกชายก็ถามพ่อของเขาอีกครั้งว่า "พ่อครับพ่อจะลงแข่ง Iron Man กับผมได้ไหม"
(สำหรับคนที่ไม่รู้ว่า Iron Man คืออะไร มันก็คือไตรกีฬานั่นเองในภาษาไทย รายการนี้จะรวมมนุษย์เหล็กจากทั่วโลกมาแข่งขันกันโดยแบ่งออกเป็น ว่ายน้ำ 4 กิโล ปั่นจักรยาน 180 กิโล และ วิ่ง 42 กิโล โดยไม่มีการหยุดพัก ใครเข้าเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ) และก็อีกครั้งหนึ่งที่ผู้เป็นพ่อไม่ได้ตอบปฏิเสธ "ได้ซิลูก"
บางทีบทสนทนานี้คุณอาจจะยังไม่เข้าใจ และยังไม่เกิดความประทับใจกับมัน...จนกระทั่งคุณได้ดูคลิปต่อไปนี้
และ ขอบอกก่อนว่า ....
ไม่ว่าคุณคิดว่าคุณจะใจแข็งเพียงไร
....... กรุณา เตรียมผ้าเช็ดหน้า ไว้เลย ครับ ......
Who taught the sun where to stand in the morning
Who told the ocean you an only come this far?
Who showed the moon where to hide 'til evening
Whose words alone can catch a falling star?
Well I know my Redeemer lives
I know my Redeemer lives
All of creation testify
This life within me cries
I know my Redeemer lives
The very same God that spins things in orbit
He runs to the weary, the worn and the weak
And the same gentle hands that hold me when I'm broken
They conquered death to bring me victory
Now I know my Redeemer lives
I know my Redeemer lives
Let all creation testify
Let this life wihtin me cry
I know my Redeemer, He lives
To take away my shame And He lives forever I'll proclaim
That the payment for my sin
Was the precious life He gave
But now He's alive And there's an empty grave.
And I know my Redeemer,
He lives I know my Redeemer lives
Let all creation testify
This life within me cries
I know my Redeemer lives
ไม่ร้ว่าใครนะครับ แต่ ขอบคุณมากครับ สำหรับกำลังใจ
ชอบมากมากครับเพลงนี้ มาฝากเพื่อนๆดีกว่า
There's a hero
If you look inside your heart
You don't have to be afraid
Of what you are
There's an answer
If you reach into your soul
And the sorrow that you know
Will melt away
Chorus
And then a hero comes along
With the strength to carry on
And you cast your fears aside
And you know you can survive
So when you feel like hope is gone
Look inside you and be strong
And you'll finally see the truth
That a hero lies in you
It's a long road
When you face your world alone
No one reaches out a hand
For you to hold
You can find love
If you search within yourself
And the emptiness you felt
Will disappear
Chorus
Lord knows
Dreams are hard to follow
But don't let anyone
Tear them away
Hold on
There will be tomorrow
In time
You'll find the way
============================
และยังส่ง หลังไมค์ มาให้อีก
ขอบคณมากมากครับ
เพื่อให้เห็นชัดนะครับ ว่า เป็นยังไง
อันนี้ ผลงาน ของ คุณ MP นะครับ
รูปแรก
"""Map สรุปความเข้าใจเรื่อง Circle of Life จากการค้นคว้าด้วยตนเอง รายวิชาห้องสมุดค่ะเนื้อหาวิชาที่เรียนก็จะให้สมุดมาทั้งหมด 3 เล่ม ในแต่ละเล่มก็จะกำหนดหัวข้อต่างๆให้เด็กนักเรียนได้ไปค้นคว้าหาข้อมูลจากหนังสือในห้องสมุด หรือจากแหล่งความรู้อื่นๆ อาจจะมาจากหนังสือพิมพ์หรือคำบอกเล่าจากผู้ใหญ่ก็ได้ แล้วนำมาเขียนสรุปเป็นเรื่องๆ เมื่อจบเล่มที่ 1 ก็จะได้รับสมุดเล่มที่ 2 และเล่มที่ 3 เป็นเล่มสุดท้ายค่ะโดยในแต่ละเล่มจะกำหนดให้เลือกค้นคว้าหัวข้อตามลำดับ เมื่อนำมาส่งอาจารย์ก็จะได้ประทับตราผ่านในแต่ละด่าน เหมือนกับการเล่นเกมส์หาสมบัติเพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนได้ค้นคว้าเพื่อจะพิชิตขุมสมบัติก่อนใครๆค่ะ...."""""""
รูปที่ 2.........
Memory map อวัยวะภายนอกและการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
Map เรื่องอาหารที่มีประโยชน์และอาหารที่ไม่มีประโยชน์สรุปเนื้อหา 2 บทเรียนพร้อมทั้งโทษที่เกิดจากการกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ในแต่ละชนิด ใช้ทบทวนเมื่อสอบย่อยที่ผ่านมาค่ะ
ทึ่งครับ เห็นแล้ว ทึ่งมากมาก
comment
=======
ลายเส้นและการเขียน บ่งบอกถึงความมั่นใจเต็มร้อย เลย ว่าเธอเขียน Memory Map ได้
รูปแรก Circle of life เธอสามารถสื่อคำทั้งหมดเป็นรูปภาพ ได้ในแบบของเธอ
รูปสอง เธอไม่ลังเลในการ วิ่งเข้าไปชี้ ของ Main Branch ใน Main Idea รูปนี้ ถ้าเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ จะลังเล ว่า ฉัน จะลาก Main Branch ออกจากปาก ดีไหม จากนั่นจากนี่ดีไหม
แต่เธอเชียนด้วยความมั่นใจ และ มี เหตุกำกับ ใน MainBranch
รูป 3 เธอเขียนสรุป ด้วยความเร็ว จากการอ่าน หนังสือ
ที่งมากมากครับ
โต๊ะหนังสือของสาวน้อย ชื่อว่า ปริม ลุงเดาดีกว่า เข้าใจว่า ที่เห็นแปะอยู่หน้าโต๊ะ คือ ตารางสอน แน่แน่เลย มี 7 Branch 7 สีตามวัน
ต่อด้วยนะครับของเมื่อวาน ที่เธอส่งการบ้านมา
""""""
เมื่อวานนี้เรียน สวส เรื่อง พยาธิ - โทษและการป้องกัน ตอนที่ฟังลูกเล่าให้ฟัง ก็ยังนึกๆอยู่ว่า จะวาดเจ้าตัวพยาธิออกมายังงัยพอลูกวาดเสร็จเอามาให้ดู ก็เห็นเจ้าตัวพยาธิที่ลูกวาด มีฟันยาวเชียว map รูปนี้คงจะต้องเขียนเพิ่มเติม เพราะยังขาดเรื่องของการป้องกันอื่นๆ เช่น การใส่รองเท้า และการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เข้าไปด้วย """"
ผลงาน 1 ปีที่เธอหัด และขอทึ่ง คุณ MP เลยครับ สุดยอดคุณแม่ จริงๆ
==============================================
งั้นตามมา ครับ ว่า 1 ปีที่แล้ว คืออะไร สงสัยไหมครับ ใครสงสัย เดี๋ยว โชว์ให้ดู
ว่า 1 ปีที่แล้วมา คืออะไร
จริงๆ แล้ว การบ้านน้องปริม ก็จะแทรก อยู่ใน บทความสอนเลขเป็นระยะระยะ
http://board.raklukefamilygroup.com/viewtopic.php?t=59125&postdays=0&postorder=asc&start=960
เช่นนี้


====================================
เพราะฉะนั้น ตอนเริ่มถ้าเป็นแบบนี้ อย่ากังวลนะครับ
อันนี้ของเด็ก 5 ขวบ น้องนนท์ ลูกชายสุดหล่อ คุณ NK
หรือ ของ น้อง ตรัยยะ ของผม แบบเมื่อปีที่แล้ว 6 ชวบ

เริ่ม มาจาก จุดเดียวกันครับ
แต่รูป บน ที่สวยสวยน่ะ 1 ปีนะครับ
เพราะ ฉะนั้น 1-2 ปี ถ้าได้ เท่าข้างบน
ก็ ไม่น่าเกิน ป.4
ถ้าเด็กทุกคนสามารถจัดระบบความคิดได้ จากการอ่านหนังสือ หรือฟัง
ไม่ไกลครับ ความสำเร็จ
แต่อย่าพยายามข้ามขั้นครับ
ข้ามขั้นแล้ว เหนื่อยยยยยยยยยยยยยยย แล้วไปไม่ได้
เพราะฉะนั้น หัดเขียน 2 ปี ตั้งแต่เด็กๆ ที่มีเนื้อหาการเรียนน้อยๆ
พอโต เนื้อหาการเรียนเยอะเยอะ เธอ ก็จะเขียนเอง โดยไม่ต้องบังคับ
เพราะ พอเนื้อหาการเรียนเยอะๆแล้ว ต้องทั้งนั่งเขียน นั่งจำ
มันก็เลย ขอจำไปสอบก่อนดีกว่า Shortnote ที่หลัง
หัดเขียนแต่เด็กดีที่สุดครับผม

ผมมักจะให้แนะนำให้เด็กเขียน ผมเห็นลูกสาวแม่ปุ่นเขียน รูป ผมชื่นใจมากมากเลย
นั่นแหละจุดเริ่ม ที่ดีเลย
แต่เรียน ตอนเล็ก นี่ รับรองเลย ว่าเขียนแน่แน่
บทความนี้ จะว่าถึงคำก่อนนะครับ
เอาง่ายๆก่อน
พ่อแม่หัดด้วย แล้วทำการบ้าน แบ้วเก็ยไว้นะครับ
ใช้เวลา 3 เดือน 12 อาทิตย์
ค่าใช้จ่าย บริจาคมาครับ รับ เงิน บริจาค ใคร อ่านอย่างเดียว ก็บริจาคได้นะครับ ใครมีปัญหาก็โทรมาหาได้ ไม่ต้องเกรงใจนะครับ
คอรสการเรียน MindMap กับ อาจารย์ ธัญญา ก็ตก ประมาณ 3500 บาท ต่อ 1วัน เรียนเสร็จไม่ไปเขียน ก็ไม่มีประโยชน์
เรียนตอนโต คน 100 คนเรียนเสร็จเขียนได้ 3 คนก็เก่งแล้วนะครับ
จะมาสอบถาม ก็มาตามจุดนัดพบนะครับ
Course 1 Memory Mapping
Course 2 จะเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่เคยได้ยิน คือ การแก้ปัญหา โจทย์คณิตศาสตร์ ด้วย Memory Map ในเด็ก
Course 3 เทคนิคการ บริหารสมองด้วยเลข 100 ช่อง
Course 4 Speed Reading
Course 5 Make Pattern Sense with Board Game
Course 6 เทคนิคการสอนเชาวน์ให้ลูกในเชิง คณิตศาสตร์
มีน้อยให้น้อยนะครับ มีมากก็ ให้มาก
โครงการใดใดจะเดินไปไม่ได้ ถ้าไม่มีเงิน สนับสนุน แม้เงินจะไม่เป็นสิ่งสำคัญ แค่ มันจะทำให้เดินหน้าต่อไปได้
เช่น คงต้องการโต๊ะญี่ปุ่น พับ สัก 2-5 ตัว เพราะไปใช้เก้าอี้เขา เราเกรงใจ จังเลย
ถ้าทุกคนมีส่วนร่วม โครงการนี้เดินต่อไปได้แน่แน่ ครับ

อย่าถือว่าเป็นการเรียนนะครับ ถือว่าพาลูกมาเที่ยวสวนสาธารณะ
การจัดการสอน เป็นแบบ สะสม Portfolio ใช้ต่อของเดิม ไม่เป็นการสอนหน้าชั้น สอนตัว-ตัว
Course ละ 5 คน
สถานที่ สวนรถไฟ วันอาทิตย์
========================================================
จริงๆแล้ว ผมพูดเสมอ ว่า คำในโลกนี้ที่ทำให้เราอ่านหนังสือได้ น่ะมี แค่ 650 คำ
ใน 650 คำนี่ ถ้า เราเขียนรูป วันละ 5 คำ จากคำนั้น เราจะใช้เวลา 130 วัน ไม่เกิน 200 วัน
ถ้ายกตัวอย่างน้องปริม ในการเขียน
น้องปริมใช้เวลา 6 เดือน ถึงเขียนได้
การสะสมคำนั้น มีความสำคัญมากมาก
เพราะฉะนั้น การบ้าน คุณพ่อคุณ แม่ ก่อนเลยครับ
ใครอยากเขียน Memory Map เป็น
ให้เลือกคำในนี้ เขียนรูป วันละ 5 คำ แล้วเก็บใส่สมุด ไว้
ทำทุกทุกวันนะครับ เดือน หนึ่งก็หมด แล้ว ค่อยมา STEP ต่อไปนะครับ บทความนี้ จะทิ้งไว้ 1 เดือนนะครับ
ก่อนว่า STEP ต่อไป ไม่งั้น มีไม่เขียนแน่แน่
คือถ้าคำได้ไม่หมดนี่ ไม่เป็นไร 650 คำนี่ ได้ มา 300 คำเราถึงเดินได้นะครับ
แบบ ได้นิดได้หน่อย ต่อยากนะครับ
==========================================================
OPERATIONS - 100 words
come, get, give, go, keep, let, make, put, seem, take, be, do, have, say, see, send, may, will, about, across, after, against, among, at, before, between, by, down, from, in, off, on, over, through, to, under, up, with, as, for, of, till, than, a , the, all, any, every, little, much, no, other, some, such, that, this, I , he, you, who, and, because, but, or, if, though, while, how, when, where, why, again, ever, far, forward, here, near, now, out, still, then, there, together, well, almost, enough, even, not, only, quite, so, very, tomorrow, yesterday, north, south, east, west, please, yes .
THINGS - 400 General words
account, act, addition, adjustment, advertisement, agreement, air, amount, amusement, animal, answer, apparatus, approval, argument, art, attack, attempt, attention, attraction, authority, back, balance, base, behavior, belief, birth, bit, bite, blood, blow, body, brass, bread, breath, brother, building, burn, burst, business, butter, canvas, care, cause, chalk, chance, change, cloth, coal, color, comfort, committee, company, comparison, competition, condition, connection, control, cook, copper, copy, cork, cotton, cough, country, cover, crack, credit, crime, crush, cry ,current, curve, damage, danger, daughter, day, death, debt, decision, degree, design, desire, destruction, detail, development, digestion, direction, discovery, discussion, disease, disgust, distance, distribution, division, doubt, drink, driving, dust, earth, edge, education, effect, end, error, event, example, exchange, existence, expansion, experience, expert, fact, fall, family, father, fear, feeling, fiction, field, fight, fire, flame, flight, flower, fold, food, force, form, friend, front, fruit, glass, gold, government, grain, grass, grip, group, growth, guide, harbor, harmony, hate, hearing, heat, help, history, hole, hope, hour, humor, ice, idea, impulse, increase, industry, ink, insect, instrument, insurance, interest, invention, iron, jelly, join, journey, judge, jump, kick, kiss, knowledge, land, language, laugh, law, lead, learning, leather, letter, level, lift, light, limit, linen, liquid, list, look, loss, love, machine, man, manager, mark, market, mass, meal, measure, meat, meeting, memory, metal, middle, milk, mind, mine, minute, mist, money, month, morning ,mother, motion, mountain, move, music, name, nation, need, news, night, noise, note, number, observation, offer, oil, operation, opinion, order, organization, ornament, owner, page, pain, paint, paper, part, paste, payment, peace, person, place, plant, play, pleasure, point, poison, polish, porter, position, powder, power, price, print, process, produce, profit, property, prose, protest, pull, punishment, purpose, push, quality, question, rain, range, rate, ray, reaction, reading, reason, record, regret, relation, religion, representative, request, respect, rest, reward, rhythm, rice, river, road, roll, room, rub, rule, run, salt, sand, scale, science, sea, seat, secretary, selection, self, sense, servant, sex, shade, shake, shame, shock, side, sign, silk, silver, sister, size, sky, sleep, slip, slope, smash, smell, smile, smoke, sneeze, snow, soap, society, son, song, sort, sound, soup, space, stage, start, statement, steam, steel, step, stitch, stone, stop, story, stretch, structure, substance, sugar, suggestion, summer, support, surprise, swim, system, talk, taste, tax, teaching, tendency, test, theory, thing, thought, thunder, time, tin, top, touch, trade, transport, trick, trouble, turn, twist, unit, use, value, verse, vessel, view, voice, walk, war, wash, waste, water, wave, wax, way, weather, week, weight, wind, wine, winter, woman, wood, wool, word, work, wound, writing , year .
THINGS - 200 Picture words
angle, ant, apple, arch, arm, army, baby, bag, ball, band, basin, basket, bath, bed, bee, bell, berry, bird, blade, board, boat, bone, book, boot, bottle, box, boy, brain, brake, branch, brick, bridge, brush, bucket, bulb, button, cake, camera, card, cart, carriage, cat, chain, cheese, chest, chin, church, circle, clock, cloud, coat, collar, comb, cord, cow, cup, curtain, cushion, dog, door, drain, drawer, dress, drop, ear, egg, engine, eye, face, farm, feather, finger, fish, flag, floor, fly, foot, fork, fowl, frame, garden, girl, glove, goat, gun, hair, hammer, hand, hat, head, heart, hook, horn, horse, hospital, house, island, jewel, kettle, key, knee, knife, knot, leaf, leg, library, line, lip, lock, map, match, monkey, moon, mouth, muscle, nail, neck, needle, nerve, net, nose, nut, office, orange, oven, parcel, pen, pencil, picture, pig, pin, pipe, plane, plate, plough/plow, pocket, pot, potato, prison, pump, rail, rat, receipt, ring, rod, roof, root, sail, school, scissors, screw, seed, sheep, shelf, ship, shirt, shoe, skin, skirt, snake, sock, spade, sponge, spoon, spring, square, stamp, star, station, stem, stick, stocking, stomach, store, street, sun, table, tail, thread, throat, thumb, ticket, toe, tongue, tooth, town, train, tray, tree, trousers, umbrella, wall, watch, wheel, whip, whistle, window, wing, wire, worm .
QUALITIES - 100 Generalable,
acid, angry, automatic, beautiful, black, boiling, bright, broken, brown, cheap, chemical, chief, clean, clear, common, complex, conscious, cut, deep, dependent, early, elastic, electric, equal, fat, fertile, first, fixed, flat, free, frequent, full, general, good, great, grey/gray, hanging, happy, hard, healthy, high, hollow, important, kind, like, living, long, male, married, material, medical, military, natural, necessary, new, normal, open, parallel, past, physical, political, poor, possible, present, private, probable, quick, quiet, ready, red, regular, responsible, right, round, same, second, separate, serious, sharp, smooth, sticky, stiff, straight, strong, sudden, sweet, tall, thick, tight, tired, true, violent, waiting, warm, wet, wide, wise, yellow, young .
QUALITIES - 50 Opposites
awake, bad, bent, bitter, blue, certain, cold, complete, cruel, dark, dead, dear, delicate, different, dirty, dry, false, feeble, female, foolish, future, green, ill, last, late, left, loose, loud, low, mixed, narrow, old, opposite, public, rough, sad, safe, secret, short, shut, simple, slow, small, soft, solid, special, strange, thin, white, wrong .
=============================================================
เพราะ ฉะนั้นการบ้าน พ่อแม่ ของอาทิตย์นี้
วาดรูปส่งครับ วันละ 5 รูป คำละ 3 รูป
วาดสวยไม่สวยไม่ใช่ประเด็น คุณดูรู้เรื่อง เป็นพอ
Memory Map จะแบ่งเป็น สอง ชนิดคือ
1. เพื่อสื่อสารกับตนเอง
2. เพื่อสื่อสารกับผู้อื่น
เราต้องกลับไปที่จุดเริ่มครับ
เราอย่าพยายามเขียนข้ามขั้น คือ ส่วนใหญ่ เราจะติดว่า เวลาเราเขียนแล้วเราอยากให้ผู้อื่นเข้าใจ
ตัดส่วนนั้นออกก่อน ครับ
เอา แค่ให้เราเข้าใจก่อนเป็นพอ
การเขียน Map คนเขียน Map จะอ่าน มันออกครับ แม้ว่าเป็นการสื่อสาร กับ ตนเอง ก็ตาม
สมัยก่อน เวลา ผมนั่ง อ่านหนังสือ เกี่ยวกับ บทความ ของ วอลดอลฟฺ หรือ ดร. วอลดอลฟ เพื่อจะทำความเข้าใจว่าเขาคิดอย่างไร
ปรัชญา และระบบความคิดเขาเป็นอย่างไร
เชื่อไหมบอกตามตรง ผมจับความรู้สึกเขาได้ แต่แค่เปลือกเท่านั้นเอง
ดร.วอลดอลฟ จบ ปริญญาเอก คณิตศาสตร์ ที่เยอรมัน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
สภาพแวดล้อมของเยอรมัน ที่หดหู่สิ้นหวัง เพราะภาวะหลังสงคราม
ไม่มีปากกา ไม่มีกระดาษ
มีแต่วินัย ที่ฮิตเลอร์สร้างไว้แก่คนในชาติ
===========================
พอกลับมาเมืองหลวง ผมนั่งนึกว่าจริงๆแล้วเราก็เหมือน อยู่บน หอคอยงาช้าง
หรือ ผมก็อาจเป็นประเภท
NATO หรือ NARO หรือ NAWrO
No Action Talk Only
No Action Read Only
No Action Write Only
เดี๋ยวนี้ได้ข่าวว่า สามารถสอบ Admission กันได้ตั้งแต่ ม.4
เราคงทำอะไรไม่ได้หรอก ถ้าเรามองหน้าลูก แล้วก็บอกว่า ช่างมันเถอะ ฉันมีหน้าที่ ทำหน้าที่ของฉัน ให้ดีที่สุด
สิ่งที่ผมเห็นผมนึกได้มีหลายอย่างมากมากครับ
ผมนั่งนึกถึงเรรื่อง ตลก เรื่องหนึ่ง คือมีช่วงหนึ่ง มีการขอบริจาค คอมพิวเตอร์ในสำนักงาน ที่ไม่ใช้แล้ว แตสภาพดี ให้โรงเรียน ในชนบท
พอส่งไป ได้รับ จดหมายตอบมาว่า เสียบยังไง เพราะ หมู่บ้านนี้ยังไม่มีไฟฟ้าใช้เลย
========================================
เราพัฒนา คน เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องพัฒนา
เราได้ลูกเก่ง เพราะเป็นหน้าที่ เพราะเรารู้ว่าเรามีหน้าที่ ที่ต้องสอนต้องบอก ต้องเตือน
แต่สิ่งที่ผมเห็น คือ ช่องว่างระหว่าง การศึกษา มันจะห่างกันเรื่อยๆ
สมัยก่อน จบ ป.4 จบมาสามารถสู้ชีวิตได้
มาเดี๋ยวนี้ ปริญญาโท ก็ไม่พอ
ระยะเวลาในการเลี้ยงลูก ดูแลลูกเพิ่มขึ้นเป็นเงา
ในขณะที่ คนฝั่ง อเมริกา มีแนวความคิดแบบ หนึ่ง เมื่อจบ Grade 12 แล้ว เขาก็จะเริ่มหาเงินเรียนเอง
ด้วยการทำงานพิเศษ ที่มีอยู่มากมายเต็มไปหมด
ซึ่งดูแล้วไม่ต่าง อะไรเลยจากประเทศไทยสมัยก่อน
แต่ปัจจุบัน 25 ปี ของชีวิตลูกที่จะต้องอยู่ที่เรา
เรากังวลไปหมดเลยแทน เขา
ผมเห็นแววตาของเด็กในขณะที่เรียนพิเศษ ที่เต็มไปด้วยความกังวล
ผมฟังรายการตอบปัญหา เข้ามหาวิทยาลัย แทนที่ เด็กจะเป็นฝ่าย โทร พ่อแม่ ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายโทร
คำถามเรื่องเด็กไม่เก่งมักไม่มีปัญหา แต่มักมีปัญหาในการที่เด็กเก่ง
ระบบ การศึกษา ที่มุ่งเน้น คน เข้ามาพัฒนา
====================
คนจีนชื่นชมเมฆในท้องฟ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเมฆเป็นสัญลักษณ์แห่งความยั่งยืนสถาพร
เนื่องจากบรรดาดวงดาวทั้งปวง รวมทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ย่อมมีเวลาที่จากไปจากท้องฟ้า
เช่น ดวงดาวและดวงจันทร์จะหายไปในช่วงเวลากลางวัน ในขณะที่ดวงอาทิตย์จะหายไปในยามค่ำคืน แต่เมฆจะอยู่กับท้องฟ้านิรันดร์
ดังนั้น ชื่อแซ่ที่เป็นมงคลของชาวจีนจึงเกี่ยวข้องกับเมฆเสมอ
แม้กระทั่งกวนอู เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์จากเรื่องสามก๊กเอง
ก็ยังมีฉายาว่า "หยุนฉาง-ผู้ยั่งยืนเสมอเมฆ" คนไทยเชื้อสายจีนที่ดังๆ ในปัจจุบันหลายคนก็ใช้นามสกุล เกี่ยวกับเมฆกันอยู่หลายคน ทั้งภาษาไทยและจีน
ในขณะที่ฝรั่งตะวันตกมองเมฆในแง่สัญลักษณ์ของความไม่แน่นอน (Ever Changing)
จนมีคำพูดเป็นสุภาษิตว่า "As changeable as a cloud"
วิธีคิดและวิธีมองโลกของคนนั้นมีความแตกต่างกัน
ดังนั้นจึงต้องพูดกันให้รู้เรื่องและพูดกันให้เข้าใจเสียก่อนว่า "เป็นการมองของใคร?" "เป็นความต้องการของใคร"
คำว่า "ของใคร" หรือ "Whose" นี่สำคัญที่สุด
ถ้ามองเรื่อง การสอบ เข้ามหาวิทยาลัยเป็น จุดหมายว่าลูก ต้องเป็น หมอ ต้องเป็น วิศว
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในมุมมองของใครซึ่งหากจะใช้ศัพท์ที่นักการศึกษาชอบใช้ที่ว่า "Stakeholders" หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็ต้องแบ่งให้เห็นกันชัดๆ เลย ดังนี้
1.ตัวเด็กที่สมัครเข้าสอบเข้ามหาวิทยาลัย
2.ผู้ปกครองของเด็ก
3.ข้าราชการฝ่ายโรงเรียนมัธยม
4.ข้าราชการฝ่ายมหาวิทยาลัย
5.โรงเรียนกวดวิชา
เอาแค่ 5 ฝ่าย ง่ายๆ อย่างนี้แหละ แล้วก็ทิ้งเอาไว้ก่อน
เพื่อย้อนไปดูประวัติศาสตร์ความเป็นมา ของการจัดการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อความเข้าใจ
และเห็นภาพของปัญหาได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งหากเราไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์เราก็จะต้องถูกสาปแช่งให้ทำความผิดเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นเอง
ในอดีตก่อนที่พวกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดนี้ยังเกิดไม่ทัน
เดิมทีเดียวมีมหาวิทยาลัยอยู่เพียง 2 แห่ง ก่อน พ.ศ.2486 ครั้นหลัง พ.ศ.2486
แล้วก็มีมหาวิทยาลัยเพิ่มเป็น 5 แห่ง และช่วงกึ่งพุทธกาล(พ.ศ.2500 ถือเป็นปีกึ่งพุทธกาล) ก็มีมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น ในส่วนภูมิภาคอีกหลายแห่ง โดยมีวิทยาลัยวิชาการศึกษานำขบวน ซึ่งตอนนั้นแต่ละมหาวิทยาลัย
ก็ต่างจัดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันเองแบบตัวใครตัวมัน
เนื่องจากมหาวิทยาลัยทุกแห่งเป็นนิติบุคคล คิดเอง ทำเองได้โดยไม่ต้องคอยคำสั่งจากกระทรวงศึกษาธิการ
เหมือนโรงเรียนระดับประถม มัธยม หรือวิทยาลัยครู
ตอนนั้น (เมื่อเกือบ 40 ปีมาแล้ว) พวก Stakeholders ที่สำคัญมีเพียง 3 กลุ่มเท่านั้น คือ
1.ตัวเด็กที่สมัครเข้าสอบเข้ามหาวิทยาลัย
2.ผู้ปกครองของเด็ก
3.ข้าราชการฝ่ายมหาวิทยาลัย
ปัญหาของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสมัยเมื่อเกือบ 40 ปีที่ผ่านมาคือ
ปัญหาการวิ่งรอกสอบของเด็ก ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง และ
ปัญหาของการจัดการที่ไม่ลงตัวของมหาวิทยาลัยทั้งหลาย คือจนเปิดภาคเรียนไปแล้วตั้ง 1 เดือนยังมีเด็กที่เปลี่ยนใจย้ายเข้าย้ายออกเลย
ยกตัวอย่างคนที่สอบเข้าได้ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาที่บางแสน ชลบุรี ไปรายงานตัวเข้าเป็นนิสิตแล้วเล่นน้ำทะเลจนหนำใจแล้ว
เกิดเปลี่ยนใจจะเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็สามารถเก็บข้าวของไปรายงานตัวที่บางเขนได้เลย เป็นต้น
ดังนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับมหาวิทยาลัยมหิดลจึงจับมือกันจัดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบสอบรวมแล้วให้เด็กเลือก 5 คณะวิชา ซึ่งบรรดามหาวิทยาลัย
ทั้งหลายก็เห็นดีเห็นงามด้วยเลยมารวมหัวกันจัดสอบรวม ซึ่งก็ทำกันเองเนื่องจากทุกมหาวิทยาลัยต่างก็เป็นนิติบุคคลดังกล่าว
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบรวมที่เกษตรกับมหิดลริเริ่มนี้สมประโยชน์ของ Stakeholders ทุกฝ่าย คือเด็กก็ได้เลือก 5 แห่งโดยสอบครั้งเดียว ผู้ปกครองก็
ประหยัดค่าใช้จ่าย ส่วนทางมหาวิทยาลัยก็จัดการได้สะดวก มีประสิทธิภาพไม่ต้องปวดหัว ก็มีความสุขกันดีทุกฝ่ายในสังคม
การทำกันเองในการสอบรวมเข้ามหาวิทยาลัยนี่ต้องแฟร์(ศัพท์คำนี้ไม่ทราบว่าคนสมัยนี้รู้จักกันหรือเปล่า แฟร์ แปลว่า บริสุทธิ์ยุติธรรม)
ปัญหาก็ไม่มีอะไรหรอก จนกระทั่งเกิดเรื่องอื้อฉาวเมื่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัยคราวที่แล้ว จึงเกิดความไม่ไว้วางใจกันขึ้น
ประกอบกับเกิดมีกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพิ่มขึ้นอีกสองพวกคือ
โรงเรียนกวดวิชา กับ ข้าราชการฝ่ายโรงเรียนมัธยม
ซึ่งมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันเพราะพวกโรงเรียนกวดวิชาเจริญเติบโตมั่งคั่งร่ำรวยเป็นที่นิยมของนักเรียน
ในขณะที่นักเรียนไม่สนใจโรงเรียนมัธยมเท่าไรนักเพราะมุ่งกวดวิชากันมากกว่า
ดังนั้น จึงมีแนวคิดจากกระทรวงศึกษาธิการที่จะเปลี่ยนแปลง
โดยเอาคะแนนสะสมที่เรียนในโรงเรียนมัธยม มาประกอบการตัดสินการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
เพื่อที่จะให้นักเรียนอยู่ในโรงเรียนทั้งกาย และใจ มากกว่าไปอยู่ที่โรงเรียนกวดวิชา ซึ่งพวกโรงเรียนกวดวิชาก็จะถูกกระทบกระเทือนผลประโยชน์ และ
บรรดา Stakeholders เก่า 3 กลุ่มที่ยึดหลักการแฟร์(ที่ปัจจุบันแปลกันไม่เป็นแล้ว) ก็เลยโวยวาย
เรื่องมันก็จะกลับไปให้แต่ละมหาวิทยาลัยจัดสอบกันเเองอีก(ก็เป็นนิติบุคคลยังไงละ)
มันก็กลับไปที่เมฆอีกนั่นแหละ สบายดี!
============================================
ปีหน้า จะมีการ สอบ GAT PAT โดยเป็นเกณฑ์ให้ นร.ไว้สอบเข้ามหาวิทยาลัย
โดย เด็กสามารถสอบได้ตั้งแต่ ม.5 สอบได้ ปีละ 3 ครั้ง
โดยคะแนน สอบมหาวิทยาลัย จะแบ่งเป็น
GPA 20%
ONET 30 %
GAT 10-50%
PAT 0-40%
เจ้า GAT และ PAT สอบได้ ปีละ 3 ครั้ง เก็บคะแนนไว้ได้ 2 ปี
ใช้คะแนนดีที่สุดยื่น
ช่องว่างต่างกันขึ้นเรื่อยๆ
ช่องว่าง ทางการศึกษา
ช่องว่างที่ ผู้คนไม่สนใจ
ช่องว่าง ที่ NGO มีเงินสนับสนุนน้อยมาก เมื่อเทียบกับอย่างอื่น
แล้วเราจะปิดช่องว่างนี้ได้อย่างไร
ฝากข่าวนิดนะคะสำหรับคนที่ติดตามเรื่องกระทู้อนุบาล
หรือสงสัยเกี่ยวกับเลข 100 ช่อง
หรือสงสัยเกี่ยวกับการสอน mind map สำหรับเด็กเล็กๆ
หรือสนใจเรื่องเล่นโกะ
ว่าจะสอนอย่างไร
พ่อธีร์จะแวะไปสวนรถไฟวันอาทิตย์ที่ 21 ก.ย.นี้
stand by อยู่ระหว่าง 9.00-14.00 น
แลกเปลี่ยนความเห็นกันใครข้องใจตรงไหนถามได้ใครมีเทคนิคแปลกๆ แลกเปลี่ยนกันได้
ใครไม่ว่าง ... สัปดาห์นี้ก็ยังไม่ต้องห่วง
พ่อธีร์จะมาอยู่แถวนี้ทุกสัปดาห์เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน
หลังจากนั้นว่ากันต่อว่าจะอยู่ตรงไหนใครรวมกลุ่มได้เล็กๆ แล้วอยากให้ไปตรงไหนก็บอกได้ค่ะ
ใครว่าง ก็มาเจอกันค่ะตรงสวนรถไฟ
ทำเล ...
- เข้าประตูแล้วเดินตรงไปเลย (เดินผ่านที่กั้นที่ยามมักจะเอามากั้นไว้)
- เดินตรงไป จะเห็นบึงบัวอยู่ทางซ้ายมือ
- เจอกันบริเวณที่มีรูปปั้นของคุณมีเซียม ยิบอินซอย เป็นรูปเด็กเล่นไม้กระดก อยู่บนเนิน
เตรียมเสื่อไปด้วยนะค้าเอานิทานไปสัก 1-2 เล่ม
เผื่อแลกกันอ่านใครอยากหยิบของเล่นอื่นก็มาเลย
ใครขี่จักรยานเป็นก็พกมาด้วย หรือเช่าก็ได้
ใครอยากระบายสี .. ในสวนรถไฟมีให้ระบาย เสียค่าเฟรม 35 บาท
ขอบคุณค่ะ
...........
ใครที่ปฏิบัติเองแล้ว อยากบันทึกพัฒนาการของลูก อ่านพัฒนาการของเพื่อนคนอื่นและอยากมีเพื่อนก็มาเจอกันที่เว็บ www.porthee.freeforums.org[/color]
หรือถ้าอยากอ่านเฉยๆ ก็อ่านที่บล็อกพ่อธีร์ www.porthee.blogspot.com
ใครอยากบริจาค ก็ได้ ... พ่อธีร์รับ
เงินบริจาค
1. ตั้งใจเอาเงินไปสร้างศาลาวัด
2. จ่ายค่า server ของเว็บฟรีฟอรัม ปีละ 5,500 บาท
ใครไม่สะดวกเรื่องบริจาค หรือแค่อยากแวะมาดูว่าคุ้มหรือไม่ ... ก็ไม่ต้องค่ะ
ถือว่า สอนฟรี เป็นธรรมทาน
..........
ถามว่า ทำ แบบนี้ ทำไมหรือ
ต้องการเงิน ?
หรือเป็นการวางแผนทางธุรกิจ ที่ได้วางไว้ล่วงหน้าแล้วอย่างแนบเนียน เป็นขั้นเป็นตอน ?
พ่อธีร์ ตอบว่า ... ไม่ใช่ค่ะ
สิ่งที่ทำ ไม่ได้เป็นการสอนกวดวิชานอกสถานที่แต่เป็นเหมือนชมรม หรือกลุ่ม ที่แลกเปลี่ยน สำหรับคนที่ต้องการเพื่อนหรือพี่เลี้ยง
สัปดาห์ที่ผ่านมา พ่อธีร์ เดินไปดูม็อบพันธมิตร แล้วก็แวะดูม็อบ นปก.ดูแล้วจิตตก (อย่างมาก) ว่า
เหตุใดคนที่เรียนกันมาก็มาก เรียนสูงทั้งนั้น
แกนนำที่ทำให้คนในประเทศแตกกันเป็น 2 ฝั่งในประเทศตอนนี้ก็ล้วนแต่ การศึกษาระดับสูง
โรงเรียนอันดับต้นของประเทศ ได้รับทุนระดับต้นของประเทศ
แต่แก้ปัญหาไม่ได้ (แถมสร้างปัญหา)
หลังจากจิตตกสุดๆ ก็ออกเดินเท้าคนเดียวไปร่วม 100 กมแวะนอน รพ.บ้าง, นอนวัดบ้าง, โรงเจบ้าง
ทรมานสังขารพักหนึ่ง ก็ได้คิด จับรถไฟไปหาผู้มีพระคุณชื่อ "คุณบุญอยู่"
เมื่อความรู้สึกดีขึ้น ก็ไปแก่งคอยได้สนทนาธรรมกับหลวงปู่น้อย ที่วัดถ้ำ แก่งคอย สระบุรี
คุยกันเรื่อง "มนุษย์" กับ "คน" สภาวะจิตของ "มนุษย์" กับ "คน"
รายละเอียดเกี่ยวกับ "มนุษย์" และ "คน" อ่านที่
http://porthee.blogspot.com/2008_09_12_archive.html
http://porthee.blogspot.com/2008_09_14_archive.html
หลวงปู่บอกว่า
เด็กทุกคน มีความเป็น มนุษย์ สูงมากมากกกกกก และจะถูก กลบด้วย กิเลศตามกรรมนั้นๆ ความเป็นมนุษย์ จะจางหายไปเรื่อยๆ
ในฐานะคนมีลูก ... พ่อธีร์ถามหลวงปู่ว่า แล้วจะสอนมนุษย์ ให้เป็นมนุษย์ได้อย่างไร ...
หลวงปู่ตอบว่า
ก็สอนให้เขา เอาความเป็นคนออกให้มากที่สุด
ไม่ต้องไปเพิ่มความเป็นมนุษย์หรอก เพราะเขามีอยู่แล้ว
แค่ "ปอก" ภาวะจิตของความเป็น "คน" ออกไป
มีความเป็น "มนุษย์" เพิ่มขึ้น ... ก็พร้อมที่จะรับธรรมะที่เราต้องการให้แล้ว
แต่ถ้า ยังมีความเป็น "คน" สูง ...
ต่อให้เพียรพยายามเท่าไร
ธรรมะก็ไม่ถึง
พ่อธีร์บอกว่า
การใส่เรื่องวิชาการ เปรียบกับ "การใส่ความเป็นคน"
ใส่ความเป็น "คน" ... ให้กับเด็กซึ่งมีความเป็น "มนุษย์" สูงอยู่แล้ว
ที่ผ่านมา สิ่งที่พ่อธีร์ทำ คือ การสอนลูกให้เป็นคน
สิ่งที่อยากจะทำนับจากนี้ คือ การสอนมนุษย์ ให้เป็นมนุษย์ ..........
การใส่ความเป็น "คน" ควรจะทำอย่างไรไม่ให้ลดทอนความเป็นมนุษย์
หรือ ระหว่างสอนความเป็น "คน" ... ก็ต้องมีวิธี "ลอก" ความเป็นคนออกจากตัวเขาด้วย
อย่าเพิ่ง งง นะคะ
เดี๋ยวบอกให้ "ใส่" เดี๋ยวบอกให้ "ถอน"
.
.
ถ้าถาม แม่ภช.ว่า รูปแบบเป็นอย่างไร
ทิศทางจะเป็นอย่างไรต่อ
.
.
ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันนะคะ
เพราะไม่ได้วางแผนอะไรไว้เลย
บอกตามตรง ก็คือ เริ่มจากมิตติ้งเล็กๆ นี่หละค่ะ
..........
เช้านี้ ลงมาจากวัดถ้ำ ที่แก่งคอย สระบุรี
ไกลจากสถานีรถไฟ 10 กม.
สวยมากมากครับ สงบด้วย
เป็นวัดที่เขาถ่ายหนังเรื่อง อังกอร์
มาถึง สถานีแก่งคอย จะมีร้านเนตคาเฟ่ ที่สถานี
ผมใช้ตรงนั้นแหละครับเป็นที่พิมพ์ วันนี้
สมัยก่อน เวลาผมนั่งคุยกับเพื่อนที่เป็น ซีล
ผมรู้ว่าเขาลำบากนะในการฝึก เช่น ในสภาพที่โทรมสุดสุด โกนหัว แล้วไปปล่อยไว้กลางสวนของชาวบ้าน พร้อมปล่อยข่าวว่ามีนักโทษจำนวนหนึ่งแหกคุก ( เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วครับ เพราะชาวบ้านแตกตื่น )
เราคิดว่าเราเข้าใจถึงความลำบากของเขา
แต่เอากันจริงๆแล้ว เราไม่เข้าใจเขาเลยนะครับ
มาเจอกับตัวเองนี่แหละ ถึงเข้าใจ
เวลาที่สายตาของคนมองเราด้วยความดูถูกเป็นอย่างไร
หรือเวลาที่เขารู้สึกกลัวเราเขาเป็นอย่างไร
ที่เขาเป็นอย่างไร ไม่เท่ากับ เราเป็นอย่างไร
วันนี้ขอเปลี่ยนเรื่อง ธรรมะ ก่อนแล้วกันนะครับ
เพราะเป็นช่วงรวบรวมความคิด
เมื่อคืนคุย กับ พระ ป่า ที่วัด
พูดเรื่อง คนเทวดา ผีสางนางไม้ไปตามเรื่องตามราว
ผมสรุปได้ว่า
เราสามารถ สอน คนให้เป็น คน ไม่ยาก หรอก
แต่สิ่งที่ยาก คือ สอน คนให้เป็น มนุษย์
มนุษย์ ก็มี หลายแบบ
ดีของมนุษย์ แบบหนึ่ง ก็จะไม่ดี ของอีกแบบไม่เป็นไร
แต่เมื่อเขามีความเป็น มนุษย์ ดำรงอยู่แล้ว
เขาจะอยู่ด้วยกันได้
ผมเริ่มเห็น สัจจะ
สัจจะที่ คนที่ผมไปพบเจอ ที่ รพ ปางปะอิน
สัจจะ ที่ผมไปพบเจอ ในหลายๆที่
เจอ ผู้คน หลายรูปแบบ
เจอ มนุษย์ หลายรูปแบบ
เจอตั้งแต่ การตีกันตอนเช้าของคนในวัด เพื่อแย่งข้าวที่พระไปบิณฑบาตรเพื่อการดำรงชีวิตอยู่
คำถามที่อยู่ในใจผมตอนนี้
เราจะสอนคนให้เป็น มนุษย์ได้อย่างไร
"อะไรคือ คน คือ มนุษย์" ผมถามหลวงปู่
คนก็คือ สัตว์ ประเภทหนึ่ง
ถ้าได้รับการเรียนรู้ ถ้าได้รับการสอนจากโรงเรียน จากพ่อแม่ ก็คือคน แล้ว
มีอาชีพ มีหน้าที่ และ ยังติดอยู่ ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ มีมัวเมา ในบางครั้ง มีลุ่มหลงในบางครั้ง
มี รักโลภ โกรธ หลง
อันนี้ ก็ ยังเป็น คน อยู่
มี คนดี มี คนเลว ปะปนกันไป
ผมก็ถามต่อ "คนดี และเลว ตัดสิน กันด้วยอะไรล่ะ"
ดี ของ หมู่ หนึ่ง ก็เลว ของหมู่หนึ่ง
ท่านก็บอกว่า ตัดสิน ตาม กฎหมายไง พระ ก็มี กฎ การตัดสิน ก็ตามกฎไป
กฎก็ คือการดำรงอยู่ของ กลุ่มคน ทำให้ คน อยู่ร่วมกันได้
พระ ก็คือ คน พระส่วนใหญ่ก็คือ คน อาจจะยังไม่ใช่ มนุษย์ ด้วยซ้ำ
"แล้วอะไร คือมนุษย์ล่ะ หลวงปู่" ผมถาม
"เดินมาไม่เห็นหรือไง" หลวงปู่ตอบ
เราก็หันหลังไป หันหลังมา ไม่เห็นมีอะไรนี่หว่า
ควัก โทรศัพท์ ขึ้นมาดูเวลา ก็ 3 ทุ่ม
เมื่อกี้เดินไป เดินมา ไม่เห็นมีอะไรเลย
สิ่งที่มนุษย์มีคืออะไร ละ
เราสูดลมหายใจ ลึกกกกกก เข้า สู่ Central of gravity แล้วตามลมหายใจออกมา
ถ้าเราไม่รู้จัก มนุษย์ เราก็ ยังเป็น แค่คน
อาจเป็น แค่คนดี คนเก่ง คนฉลาด คนอัจฉริยะ คนรวย
แล้วอะไรล่ะ คือ มนุษย์
ผมสร้าง คนให้เป็น คนได้ ซึ่ง จะเป็น คนดี หรือ คนเลว ขึ้นอยู่กับ กรรม ของเขา
"แล้วเป็นไปได้ไหม ที่ผมจะสร้าง คนให้เป็น มนุษย์"
หลวงปู่ไม่ตอบ ท่านถามผมกลับว่า
"แล้วที่เดินมานี่ ... ผม เจอ มนุษย์ บ้างหรือยัง"
ท่านบอกว่า ที่เดินมาน่ะ มีมนุษย์เต็มไปหมด
ถ้าไม่เห้น ก็ยังไม่เป็นมนุษย์
ด้วยจิตไม่สงบ เพราะความอยากรู้ ทำให้คืนที่ผ่านมา ผมไม่ได้อะไรเลย
มัวแต่ งง เรื่อง มนุษย์ กับ คน ของ หลวงปู่
ปริศนาธรรม ที่ ต้องคิด
เช้ามา
ก็ มานั่งเล่นเนต ที่สถานี รถไฟ เพราะเกรงแบตมือถือหมด เดี๋ยว จะเป็นอะไรซะก่อน
สมัยนี้ไม่มี มือถือนี่ ตายอย่างเดียวเลย
........
เราสามารถ สอน คนให้เป็น คนได้ ไหม ตอบว่าได้
พ่อแม่ อยากให้ลูกเป็นคนดีได้ไหม ตอบว่าได้
เพราะแค่อยาก
เพราะคนดี คนเลว คนเก่ง คนไม่เก่ง ของหลวง ปู่ ตัดสิน กันแค่ กฎ กติกา
เราสามารถ สอนคนให้เป็น มนุษย์ ได้หรือไม่
ถ้าในเมื่อ ผม ไม่รู้จัก คำว่า "มนุษย์"
ผมไม่สามารถสอนลูกได้ ถ้าผมไม่รู้จัก มนุษย์
ความรู้สึกของผม ตอนนี้ ก็คือ
สอน ลูกให้เป็น "มนุษย์"
หนักไปไหมนี่ครับ ถ้าเขียนแรงไปก็ว่าได้นะครับ รับได้หมด
คืนนี้ ว่าจะอีกคืน ก่อนกลับ
ตอนนี้เมื่อวาน คุยกับลูก ให้ลูกไปนอน บ้าน เหน่ ( คนจีน "ไฮหลำ เรียก ยายว่าเหน่ )
เพราะ เหน่ เป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย จะได้ไม่ต้องเทียวมาหา ให้แกชื่นใจบ้างดีกว่า เราคิด
ก็เลยโทรไปบอกภรรยา ให้พาไป ซะ
ไปอยู่ สัก อาทิตย์ แล้ว ผมจะกลับ
.
.
คืนนี้ผมอาจจะไม่ได้นอนวัดเดิม
แต่ก่อนย้ายวัด ผมต้องกลับไปตอบคำถามพระอาจารย์ก่อน
"ที่เดินๆ ผ่านมาน่ะ เห็นมนุษย์บ้างไหม"
"มนุษย์ คือ อะไร"
ผมรู้ ครับ ว่า ที่เดินผ่านมาหลายจังหวัด
ผมเจอ "มนุษย์" จำนวนไม่น้อยเลย
ตอนนี้ ผมคิดว่า พอจะรู้บ้างแล้วละ
คำตอบอาจจะ ยืดยาว ไม่สละสลวย
ไม่ได้ฟันธงด้วยคำเพียง 1 คำ
แต่
ผมก็รู้แล้วละว่า
มนุษย์ ต่างกับ คน ตรงไหน
.........
นั่งเขียนเรื่องไม่ออก
เลยไปเขียนทิ้งไว้บนพื้นที่ความเห็นก่อน
พอนึกออกแล้วค่อยกลับมาแก้ไข
..........
หลายวันมานี้ ผมไม่ได้อยู่กรุงเทพ
ขอปลีกตัวห่างไกลจากความขัดแย้งในกรุงเทพฯ บ้าง
เช้านี้ผมแวะซื้อขนมปังปิ้งหนาๆ 2 แผ่น ราคา 5 บาท ที่ร้านกาแฟในต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง (ไม่น่าเชื่อว่ายังมีอยู่)
ฟังสภากาแฟวิพากษ์เรื่องการเมือง
กินขนมปังเสร็จก็ย้ายไปกินกาแฟที่อีกร้านใกล้ๆ
เสร็จแล้วเดินข้ามสี่แยก พบร้านกาแฟอีกร้าน
เปิดทีวีเผยแพร่เจตนารมย์ทางการเมืองดังลั่น ให้คนบริเวณสี่แยกได้ฟังชัดทั้งสี่ทิศ
คนไทยน่ารักอย่างหนึ่ง
คือ เห็นต่างกัน
แต่ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติ
นี่คือสิ่งที่ผมสัมผัสได้ ... จากคนไทยในชนบ่ห่างไกลเมืองหลวง
ผมใช้เวลาครึ่งเช้านี้ นั่งอยู่ริ่มแม่น้ำป่าสัก
ดูเด็กตกปลา
ต่างคน ต่างดำเนินชีวิตไปตามครรลองที่ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน
สัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์แห่งการตามหาอะไรบางอย่างในชีวิตของผม
ผมเดินทางไปมาสุดเกือบสุดทิศตะวันออกเฉียงเหนื อเพื่อตามหาอะไรบางอย่าง ที่เป็นเหมือนสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตของผม
่หนึ่งสัปดาห์ แห่งการตามหาสิ่งที่หายไปของผม สร้างประสบการณ์ดีดีให้ผมมากมาย
๐ ผมได้รับรู้ว่า จริงๆแล้วคนไทยน่ะ ยังมีน้ำใจอยู่
๐ ผมได้รับรู้ว่า พยาบาล ส่วนใหญ่จะดุ
๐ ผมได้รับรู้ว่า ตัวผมหน้าเหมือน โจรก่อการร้ายภาคใต้ 5555555
ผมเผชิญกับหลายสิ่งหลายอย่างเลยครับ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
เป็นสัปดาห์ที่จิตใจของผมเผชิญกับความขัดแย้ง 2 ขั้วเต็มไปหมด
ความขัดแย้งแห่ง "จิต" ทำให้ผมต้อง "ลากสังขาร" ออกมาเพราะ ไม่สามารถเอาชนะจิตของตนได้
เปรียบได้ก็คือ สติ "รู้"
แต่ ไม่มี "สัมปัญชญะ"
นี่จะเข้าใกล้ธรรมะ ทำไมหว่า คนอ่านไม่ได้สนใจหรอกเรื่องธรรมะ
.........
เล่าสรุปแบบนี้แล้วกัน
ระหว่างการเดินทาง ผมได้ไปคุยกับ ผู้มีพระคุณของผมที่ จังหวัดหนึ่ง
(ผมขออนุญาตให้ท่านเป็นว่าผู้มีพระคุณของผม สมมตินามว่า "คุณ บุญอยู่" ดีกว่า ไม่งั้น เรียกยากจังเลย)
ท่านบุญอยู่ ตามอ่าน บลอก ของผมมาตลอด บอกว่า ดีมากมาก แต่มันขาดอะไรไปบางอย่าง
ู
จริงๆแล้ว กระทู้ที่ว่า ก่อนอนุบาลก็สายเสียแล้ว ... คุณ บุญอยู่ใช้คำว่า ก่อนคลอดก็สาย
แต่ก็เอาเถอะ สายแล้วก็ดีกว่าไม่ได้ทำ
เราได้คุยกันหลายเรื่อง เพราะ อายุเราใกล้เคียงกัน ลูกก็ใกล้กัน
มาติดใจ อยู่ตรงหนึ่ง คือ คุณบุญอยู่บอกว่า
พ่อแม่มีแรงทำเสมอ ถ้าทำเพื่อลูก
แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรค คือ เขาไม่มั่นใจ พอเขาไม่มั่นใจ บางอย่างมันไม่เกิดหรอก (แม้ว่าเขาจะมีแรงทำก็ตามเถอะ)
ตัวอย่าง Mindmap หลายคนพยายามทำตาม แต่ถอดใจซะก่อน เพราะทำไม่ได้ เนื่องจากไม่รู้ตรงท้ายเป็นยังไง
หลายคนไม่รู้ว่าระหว่างทางต้องเจออะไรบ้าง
เป็นไปได้ไหมถ้าผมจะสอนเอง
เพราะถ้าไม่คุย ไม่สอนกัน พ่อแม่ก็ไม่มั่นใจ
เมื่อไม่มั่นใจ ต่อให้มีแรงและพร้อมจะทุ่มเทแค่ไหนก็ไม่ทำหรอก
คุณบุญอยู่ ถามผมคำหนึ่งว่า สิ่งที่ผมเคยบอกมาตลอดในบล็อกว่า
"ผมไม่รับสอนเด็ก"
เป็นเพราะผมกำลังรู้สึกผิดอะไรไปหรือเปล่า
ผมรู้สึกผิดเพราะคิดว่า แย่งชิงเวลาอันมีค่าระหว่างพ่อแม่ และลูกหรือเปล่า
ผมไม่ควรจะรู้สึกผิด
เพราะในความเป็นจริง
ถ้าผมสอนลูกคนอื่น ผมก็ต้องสอนพ่อแม่่ไปให้ไปสอนลูกด้วย
ผมคงไม่สอนแต่ลูก แล้วทิ้งพ่อแม่ให้รออยู่ข้างนอก
คุณบุญอยู่ บอกว่า ถ้ามีเวลาก็ขอให้ผมทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะการสอนคนอื่นเป็นสิ่งที่ดี และถ้าพ่อแม่บางคนทำไม่ได้ ไม่รู้จะสอนแบบไหน
ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร
มันจะไม่ได้อะไรเลย ถ้าทำแล้วไม่ต่อเนื่อง แม้ว่าผมจะเปิดโอกาสให้คนโทรมาถามได้ถ้าติดปัญหา
แต่เอาเข้าจริง ก็มีน้อยรายมากที่กล้าโทรหาผม เพราะติดคำว่าเกรงใจ
ผมรู้ว่า โครงการนี้มันต้องใช้เวลานานอย่างน้อยก้ 4 ปี เป็นอย่างต่ำ
ลองมาแก้โจทย์นี้กันดูครับ
1. สถานที่
ตามสวนสาธารณะ แต่ละที่ ถ้าไม่ Work ก็ ตามสโมสรหมู่บ้าน หรือ ผมจะเปิดบ้าน สอน ไว้ว่ากัน
2. เวลาของผม
แบ่งเป็น 4 รอบ เสาร- อาทิตย์ เช้า-บ่าย เดี๋ยวขอจัดเวลาว่างก่อน
ถ้าเป็นไปได้นะลงชื่อไว้ก่อน
ลงชื่อไว้ตรงนี้ พร้อมอีเมล์หรือเบอร์ติดต่อกลับ
หรือลงไว้ที่
www.porthee.freeforums.org
3 ค่าใช้จ่าย อันนี้ แล้วแต่สนับสนุน มีมากให้มาก
มีน้อยก็สอนฟรี
ผมจะเอามาเป็นกองทุน เพื่อ ทำอะไรบางอย่างเพื่อล่าฝันของผมอีกฝันหนึ่ง
4 จำนวนเด็ก ไม่จำกัด
ไว้มาต่อครับ ลงชื่อไว้ และ โทร หา ผมนะครับ
พออ่าน ตอน 3000-5000 ชั่วโมงแรก เห็น น้องนก คุณก็จะคิดว่า โอโฮ อะไรจะโชคดีขนาดนั้น ฟ้า ส่ง โค๊ชระดับโลกมาให้ข้างบ้าน เห็น TESSA นั่งแก้ Calculus ตอน 6 ขวบ คุณก็บอกว่า โอ ศาสตราจารย์ ทางคณิตศาสตร์ สอนนี่ จนไปถึง น้องพลอย คุณก็บอกว่า ดูซิ พ่อเขาเป็นหมอ มาถึงผมก็มีคนว่า
เพราะฉะนั้น ผมขอบอกให้ว่ามันเป็น ข้ออ้างทั้งนั้นครับ
(จะเชื่อไหมครับ คนสอนโกะ ลูกสาวผม มี 2 คน คนหนึ่ง 1 ดั๊ง คนหนึ่ง 3 ดั๊ง รวมผมอีกคน ก็เป็น 3 คน นั่งปวดหัว เพราะไม่รู้จะสอนเข้าไปไง เพราะมีแต่กระบวนการที่เป็นความคิดของผู้ใหญ่หมดเลย จะว่าลูกเรา รู้ ก็ไม่ใช่ ไม่รู้ก็ไม่ได้ ตอนนี้ ก็นั่งมึนกันในทุกทุก พฤหัส และ อาทิตย์ ไม่รู้จะเดินไง
เล่นกับผู้ใหญ่เล่นได้ เล่นหับคนเล่นเป็นเล่นได้ดี พอหาคนเล่นไม่เป็นมาให้เล่น ก็เล่นไม่ได้ เล่นไม่เป็นซะงั้น
ผมโชคดีไงครับ ที่เห็น เพราะ ผมมีลูก 2 คนแฝด และเป็นอาการเดียวกันเลย แสดงว่ามันต้องมีอะไรแน่แน่ คือถ้าเขาเป็นคนเดียว มันสรุปง่ายครับ
พอจับเล่นกันเอง ก็ใช่ว่าเล่นได้นะครับ เล่นไม่เป็นเลยอย่างเดิม ระดับ ลงไป 10 -15 ระดับเลย
แต่ตอนนี้สรุปได้ก็คือ จะเล่นได้เฉพาะกับคนที่เล่นเป็น เท่านั้น และดันชนะผมด้วย ระดับ สูงกว่าผมอีก ทั้งคู่เลย
ตอนนี้ งง หมด แล้ว ไม่รู้จะสอนตรงไหน เพราะ ตรรกะ ลึกๆ อ่านหมาก 5 ตา สอนไป ก็ไม่ฟัง ทำไม่ได้เฉย อีก
แต่พอไม่สอน ทำได้แนะ มาอธิบายเรา เป็นรูปนก รูป ดอกไม้อีก แต่สิ่งที่เราเห็นคือ จินตนาการในคำตอบมีอยู่อย่างเดียวเลยจริงๆ นอกนั้น จับประเด็นไม่ได้เลย เพราะคนเดินเป็นมันจะมีรูปแบบการเดินอยู่ที่เป็นเฉพาะ แบบที่ผมเคยบอกไว้เรื่ออง Chaos
คนสอน หมดสิทธิสอนเลย ไม่รู้สอนไงต่อเลย เห็นไหมครับ มันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้มีคนเป็นอยู่ก็ตาม
กำลังนั่งคิดวิธีอยู่ แต่ก็นั่งนึกว่า สักวันเธอยังไงก็ทำได้เอง ……..เลยปล่อยไปก่อนแบบนี้
)
พอเห็นคนสอนลูกได้เหรียญ คุณก็บอกว่าเร่งไปทำไม อันนี้ก็อ้าง เพราะ ไม่สอน มัวไปยึกติดทฤษฎี ว่าพร้อมแล้ว ก็ดีเอง แต่ ไม่ยึดทฤษฎี ปัจเจก
ผมก็มักบอกว่า ไม่เร่งก็ไม่ทันอีก เพราะฉะนั้นคำตอบผมคือ เร่งขึ้นมาน่ะ ไม่ผิดนะครับ แต่เหนื่อย ผมเห็น หลายคนทำแล้วเหนื่อยแทน ผมอาจคิดแทนเขาก็ได้ว่าเขาเหนื่อย
ทั้งๆที่เขาอาจไม่เหนื่อยเลย แต่ผมเห็น ชม. 3000-5000 ที่เป็นด่านวางอยู่ข้างหน้าไงครับ คือพอเร่งไปมันหยุดก็ไม่ได้ มันก็เลยต้องไปเรียนพิเศษ เกินชั้นเรียน ที่สยาม เดี๋ยวนี้เห็นเยอะครับ เด็กม.1 มาเรียน ม.3 ลองหาในบอรดรักลูกซิครับมีนะครับ พอติดด่านนี้ พ่อแม่ที่เก่ง ก็จะไม่รู้ทำไงแล้ว เคยชอบคณิตศาสตร์ หวังจะเป็นตัวแทนทางคณิตศาสตร์ แต่ต้องทิ้งก่อน ไปเอาดีทางวิทยาศาสตร์ แทน เหตุเพราะ ด่านนี้แหละครับ ด่าน 3000-5000 ชม.
และพอเร่งขึ้นไปแล้ว บุคลิกบางอย่างมันหายไป ก็เท่านั้น
(นักกีฬาหลายคน ก็ทิ้งเพราะด่านนี้ คนที่ผ่านด่านนี้ ก็อาจจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แต่ด่านนี้ ก็แบบที่ ไมเคิลเฟลป์ เจอ แหละครับ คือ ไม่อยากว่ายน้ำแล้ว เล่นอย่างอื่นดีกว่า )
เพราะด่านถัดไป ไม่ว่าจะเป็นกีฬา หรือผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นวิชาการ นี่ จาก ชม.5001-10000 มันกินเวลาแค่ 3-4 ปีครับ
เก็บหมดเลย 5000 ชม.
3000-5000 ชม.หลังนี่ ใน 3-4 ปี อย่าคิดว่าเป็นไม่ได้นะครับ
นึกถึง ช่วง entrance สมัยกอนเลยครับ คุณให้เวลาวิชาเลข นี่ ไม่น่าต่ำกว่า 1000 ชม. ในแต่ละปีแน่แน่ ใน 3 ปีสุดท้าย ก่อน Entrance และนี่ ก็เป็นอีกสาเหตุที่ ทำไม ม.ปลาย เพิ่มมาเป็น 3 ปี ด้วยนะครับ ทำไมไม่คงไว้ที่ 2 ปี
เพราะฉะนั้น ไม่มีทางลัดในการพัฒนา แชมเปี้ยนเลยครับผม
และอย่าเอา กรณี เด็กอายุน้อยๆมาคุยกับผมนะ มันมีสาเหตุ ทำได้ไหม ทำได้ แต่ ทำไปแล้ว อาจจะเจอสังคมคาดหวัง หรือไม่ อันนี้ต้องตอบครับ ถ้าทำแล้ว ไม่มีอะไรก็แล้วไปครับ แต่ไม่อยากให้เอาเป็นตัวอย่าง เพราะถ้าเอาตัวอย่างกรณีแบบนี้ มันก็จะกลายเป็น คุณมองน้องนก คุณมอง น้องพลอย คุณมอง Tessa แล้วหาวิธีทำ
แต่คุณอาจจะลืม ประเด็น ทางจิตวิทยา ที่ นร. หรือ ครอบครัวเขาสามารถทำได้ ประเด็นทางศิลปะ ที่ เขาไม่ลืมทำ หรือ ประเด็นทางกีฬา ที่เขาทำเป็นปกติ
เพราะ คุณอาจไปมุ่งประเด็น ทำไงให้เขาได้ขึ้นมาแทน มันอันตรายมากกว่า มันเป็น คุณมากกว่า หรือโทษมากกว่า คุณตัดสินเองครับ
แต่ถ้าคุณคิดว่ายังไงฉันก็ไม่ลืมนะครับ ไม่ลืมประเด็นทาง จิตวิทยา ที่ต้องมองนักกีฬาเป็นหลัก ใส่ไปเต็มๆเลยครับถ้าเขารับไหว
============================
เหรียญก็ไม่เอา แต่ก็ให้ เร่ง สอนกันตั้งแต่ ในท้องแบบคุณศรันยู โอ้ยยย อะไรกันนี่ อ่านแล้วชักสับสนใน ชีวิต
เร่งไงล่ะ เร่งไปก็เลย ไม่เร่งก็ไม่ได้ หยุดก็ไม่ได้อีก โดน คุณ BJ จี้อีก โดนคนนั้นคนนี้ว่าอีก
ชักสับสนในชีวิตไหมครับ
งั้นมาอ่านนี่ครับ
ที่มาและเนื้อหา จากงานวิจัย ของ ริวตะ ควาวาชิม่า ซึ่งเขียนหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนา ความฉลาดของสมองหลายเล่มที่ญี่ปุ่นและขายดีมาก
"NOU WO KITAERU OTONA NO KEISAN DORIRU"
Ryuta KAWASHIMA by KUMON Publishing Co,. Ltd
คุณริวตะ ได้เขียนวิธีการฝึกสมองที่มาจากงานวืจัยล่าสุดเกี่ยวกับสมอง ไว้ประมาณนี้นะครับ
จากงานวิจัยการทดลองของ คุณริวตะ พบว่า แค่
"อ่านออกเสียง" (ของเราใช้ Speed Reading)"การคำนวนเลขธรรมดาๆ"(ของเราใช้ เลข 100 ช่อง) "การเขียนอักษรภาพ(คันจิ)" (ของเราใช้ Mindmap)
แค่มีเวลาลองทำทุกวัน
สามารถฝึกสมองให้ปราดเปรื่องได้อย่างได้ผล ไม่ต้องมีสูตรลัดหรือวิธีซับซ้อนอะไรมากมายเลย
ได้มีการทำลอง ตรวจคลื่นสมองขนาดทำงาน โดยมี สีเหลืองสีแดง เป็นตำแหน่งของสมองที่กำลังทำงานอยู่ (เป็นของเหลวในสมองจะไหลเวียนด้วยความเร็ว) ยิ่งแดง จนเหลืองเท่าไหร่ ยิ่งบ่งชี้การทำงานมากขึ้นๆ
ในรูปใช้เครื่องแสกนสมอง วัดการทำงานของสมองโดยไม่เกิดผลเสีย ด้วย MRI จากการยิงอินฟาเรด
คุณริวตะได้เขียนบอกไว้ว่า ถ้าเทียบ ระหว่าง
การแก้ปัญหาคณิตศาสตร์อย่างง่ายๆและเร็วๆ กับ ค่อยๆขบคิดแก้ปัญหา
ในขณะที่แก้ปัญหาแบบเร็วๆนั้น นอกจากลอนสมอง ส่วนประสาทตาทำงาน สมองส่วนล่างใช้ในการตีความตัวเลลข ส่วนที่เป็น Wernike ซึ่งทำงานเมื่อไขความหมายของศัพท์ ส่วนยอดที่ทำงานคำนวนเหล่านี้จะทำงาน ลอนสมองส่วนหน้าซึ่งทำงานสูงสุดในสมองทั้งหมด ทำงาน ทั้ง
"ซ้ายและขวา" เมื่อ เทียบกับ การค่อยๆขบคิด เราจะเห็นว่าสมองส่วนเดียวกันทำงานก็จริง แต่พื้นที่ใช้สมองก็จะน้อยกว่า
นอกจากนี้ ขณะกำลังครุ่นคิด หรือ ดู TV สมองแทบไม่ได้ใช้งานอะไรเลย
ดังนั้น วิธีการฝึกฝนสมอง ด้วยการคำนวนโจทย์เลขแบบ ง่ายๆ เป็นวิธีฝึกการใช้สมองได้ดีที่สุด
ในรูป แบ่งการทำงานของสมอง ส่วนหน้าใช้ในการออกกำลังกาย
ส่วนยอดใช้เกี่ยวกับประสาทสัมผัส
ส่วนข้างใช้ในการฟัง
ส่วนหลังใช้รับสัญญานภาพ
ลอนสมองส่วนหน้า "เป็นแหล่งรวมพลังความสร้างสรรค์ พลังแห่งความทรงจำ พลังการสื่อสาร และ พลังการควบคุมตนเอง(สติสัมปัญชัญญะ)"
ภาพที่ลงประกอบในกระทู้นี้ ที่มาจาก
หนังสือ เลขคณิตพิชิตสมองเสื่อม เขียนโดย Dr.ริวตะ คาวาชิมะ แปลโดยคุณ อิศเรส ทองปัสโณว์
ภาพสมองขณะใช้ความครุ่นคิด (ไม่ใช่นั่งสมาธิ)
สังเกตุว่า ใช้งานสมองได้น้อยมาก
การใช้สมอง ขณะดู โทรทัศน์ TV
ใช้งานสมองได้น้อยเหมือนกัน
จนมีรายงานวิจัยเรื่องเด็กอเมริกันเคยอ้างว่า การเอาแต่ดูทีวีทั้งวันโดยไม่ทำอะไร มีผลทำให้สมองฝ่อได้ เป็นผลให้ปัจจุบัน เด็กอเมริกันรุ่นหลังมี IQ ด้อยลง ยิ่งดูทีวี บางช่องนี่สมองฝ่อลงทันตาเห็นนะครับ เพราะได้ยินแต่คำว่าใช่ไม่ใช่ พี่น้อง….
(สมองมีการ Input อย่างเดียวไม่ได้ใช้ส่วนที่ OUTPUT)
ทีนี้มาดูการทำงานของสมอง ที่ Dr.Ryuta บอกไว้ว่าเป็น เคล็ดการทำให้สมองพัฒนา
การทำโจทย์เลขง่ายๆแบบเร็วๆ สังเกตุว่ามีการใช้งานของสมองได้มากทั่วสมอง
สมองที่ขบคิดโจทย์อย่างง่ายๆ แต่ทำไปเรื่อยๆ
มีการทำงานของสมองน้อยกว่า แบบแรกค่อนข้างเยอะ
สมองที่ใช้ขบคิดแก้โจทย์ยากๆ
เมื่อสมองเกิดความเครียด สมองจะบีบตัวทำให้ของเหลวไหลเวียนไปตามสมองได้น้อย การทำงานของสมองสังเกตุว่า... น้อยมากๆๆ
หลักการ ของ Dr. Ryuta จะอธิบายว่า
การใช้สมองไปแก้ปัญหายากๆ บ่อยๆ ทำให้สมอง ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ สมองมีการพัฒนาการได้น้อย....
ขณะที่สมองที่ใช้แก้ปัญหาที่ไม่ยากนักแต่ทำด้วย สปีตเร็ว กลับ,,, สามารถพัฒนาการ ได้ดีกว่า (จากภาพประกอบ)
เปรียบได้ว่า ให้ทำสิ่งที่เป็น เบสิกให้แน่นๆและเร็วๆ ถูกต้อง ไม่ใช่ไปเริ่มทำสิ่งที่ยากๆหรือ Advance เลยมันจะเป็นการไปหยุดยั้งการพัฒนาการทางสมองของคน
เด็กที่ถูกสอนให้ ทำเลขเบสิกให้แน่นๆเร็วๆและถูกต้อง(คำนวน บวกลบคูณหารธรรมดานี่หละ) สามารถไปเรียนรู้ สิ่งต่างๆต่อไปได้ประสิทธิภาพดีกว่า เด็กที่เรียนด้วยระบบปกติ(ของญี่ปุ่น) ถึง 20-30%
ทีนี้ เรื่องการฝึกความจำบ้าง
การทำงานของสมองด้วยการเขียนอักษรภาพ(คันจิ)
เราหัดด้วย Speed Reading
การนั่งอ่านหนังสืออย่างเดียว
(สมองมีแต่การ INPUT ไม่มี การ OUTPUT)
ลองเทียบเคียงนะครับ
"อ่านออกเสียง" (ของเราใช้ Speed Reading)"
การคำนวนเลขธรรมดาๆ"(ของเราใช้ เลข 100 ช่อง) "
การเขียนอักษรภาพ(คันจิ)" (ของเราใช้ Mindmap)
ผลที่ได้ไม่น่าต่างกันนัก
ไว้มาต่อครับ
แล้วจะอธิบายให้ฟัง เรื่องเลข 100 ช่อง เต็มๆ ว่า ทำยังไง
เพราะโดนทวงต้นฉบับ มา 2 อาทิตย์แล้ว จาก คุณภุฃงค์
ครับ ก่อน อื่น เราคงเริ่มจากกลางๆ ที่จุดเปลี่ยน ว่า จะทำให้เด็กชอบหรือไม่ชอบ คณิตศาสตร์ กันนะครับ
ก่อนที่จะถอยไปจนสุด แบบ อนุบาล แล้วจะเห็นชัดว่า ในความจริง การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ให้เป็นแชมป์ น่ะ มันไม่ยากหรอก แต่ถ้าให้ได้เป็นแชมป์ยาวๆ แบบมีความสุข ด้วย นี่ มันอาจดูยุ่งยากนิด แต่คงไม่เกินมือ และความตั้งใจครับ
หลังจากอ่านกฎ 10 000 ชั่วโมง เสร็จนี่ ผมนึกถึง คุณ ชนะชัย พ่อ ภราดร กับ คุณ พ่อ ไทเกอร์วูด กับซูซานขึ้นมาเลย
เขาเยี่ยมมากเลย คือ Tennis นี่ ตารางการฝึก ตั้งแต่เล็กนี่ มันไม่มีอะไรเลย เหมือนเราหัดทำเลขนี่แหละ แต่จะอดทนมาได้ขนาดนั้น นี่ ผมเห็นความทรมานเลยนะครับ
จุดที่ให้มองดูนะครับ เขาสอน เทนนิส นิดเดียวเองวันละ ชั่วโมงเอง และ ที่สอนน่ะ ตอนแรกแรก แทบไม่ได้ทำอะไรเลย เหมือนกัน แต่ขอข้ามไปก่อนนะครับ เพราะ ไม่ใช่ บอรด เทนนิส
สิ่งที่จะให้ดู ว่าเขาฝึกเทนนิส แต่ ในทุกทุกวัน เขาหัด กีฬาอย่างอื่น มากกว่าเทนนิสอีก ตามตารางนี้ ฝึกกีฬาอื่น 6 วัน เรียนเทนนิส 5 วัน
เห็นอะไรไหมครับ
การจะผ่าน ชั่วโมง 3000-5000 ได้ มันเกิดจากแผนที่เตรียมการมาแต่ต้น ของ คุณ ชนะชัย เพราะเขาเป็นโค๊ช เทนนิส อยู่แล้ว และ เอาบทเรียน ที่สอน พี่ ภราดร มาปรับแก้ที่ภราดร
คนเป็นพ่อเป็นแม่เท่านั้นที่ทำได้แบบนี้ครับ แล้วไม่ต้องมีความคิดว่า ฉันทำไม่ได้นะครับ เพราะเลข ป.1-ป.6 น่ะ คุณทำได้ เพราะผมว่าคนอ่าน บลอกนี้ จบ ป.ตรี ขั้นต่ำกันเลยครับ
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ โชคช่วยแน่แน่ แต่ที่โชคช่วยก็คงจะเป็น น่อง นก นพวรรณ เด็กที่ได้ จูเนียร์ วิมเบลดัน ปีนี้ เล่นเทนนิส ตั้งแต่ 5-6 ขวบ ที่ไปเจอมาเร็ก มาราชอต โค๊ช อดีตโค้ชราชินีเทนนิส สเตฟี กราฟฟ์ ชาวเยอรมัน ที่บังเอิญแต่งงานอยู่กินกับสาวไทย และย้ายตัวเองมาอยู่ที่ จ.พะเยา
นอกจาก มาเร็ก จะทำหน้าที่โค้ชให้ “น้องนก” โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายแล้ว มาเร็ก ยังพาน้องนกเข้าพบ มูลนิธิฟิโก ที่ต่อมาให้สนับสนุนงบประมาณในการส่ง “น้องนก” ออกตระเวนแข่งขันรายการระดับเยาวชนทั่วเอเชีย จนทำให้ “น้องนก” ซึ่งตอนนั้นมีอายุแค่ 14 ปี ทำอันดับเยาวชนโลก เข้าไปอยู่ในท็อป 100 ได้
อะไรมันจะโชคดีถึงปานนี้ ถูกไหมครับ อันนี้เขาเรียกว่า
Born to be เลย ฟ้า ประทาน โค๊ชมาให้ถึงข้าง บ้านเลย
รูปน้องนก นะครับ ตอนเด็ก ที่เรียนกับ โค๊ช ของสเตฟี่กราฟ เป็นเด็กน่ารักแบบนี้นี่เอง คงอดใจดีไม่ได้ละนะสำหรับคนรักเด็กและไม่มีลูก จริงไหมครับ
ให้อ่านเล่นๆไม่ต้องคิดอะไรนะครับ
แต่จะให้ดูแค่ว่า
มันเกิดจากการวางแผนต่อเนื่องของ โค๊ชมาแต่เล็กเลยครับ
ข้ามไปนะครับอ่านเอาสนุก ก็เราจะเป็นโต๊ชเองนี่ เราจะพาลูกผ่าน ชั่วโมง 3000-5000 เองนี่ หลังจากนั้นว่ากันที่หลัง
บทเรียน อันแรกที่เรารู้มาก็คือ เราจะไม่ทำแบบใส่ความหวังของเรา แบบ พ่อของ โซฟิอาร์ หรือ แบบไหนก็ตาม จากสังคม เราทำเพราะเป็นหน้าที่ หน้าที่ที่ต้องทำ ทำแบบ 10 000 ชม. ไม่ใช่ทำเพื่อไปสอบ สอบปีนี้ไม่ทัน ปีหน้าก็ทัน สอบปีนี้ไม่ได้ ตอน อายุ 18 ก็สอบได้ ให้คิดไว้แบบนี้
เพื่อเป็นการปกป้อง นักคณิตศาสตร์ ในอนาคตตัวน้อยของผมไว้ ทุกคนแล้วกันนะครับ พยายามอย่าให้สังคมคาดหวัง ถ้าสังคมที่โรงเรียนคาดหวัง พยายาม Balance ไว้ให้ได้ ก่อน อย่าไปคาดหวังที่บ้านต่อ เพราะถ้าเขาได้เป็นตัวแทนโรงเรียน นั่นหมายความว่า คุณทำมาดี ส่วนหนึ่งแล้วครับ มันมีแค่จุดเดียวเท่านั้น
เราไม่รู้ ว่า อนาคตเป็นยังไง แต่ป้องกันได้ เราก็ป้องกันก่อน ก็เท่านั้นเองครับ
แต่ที่รู้ๆตอนนี้ เรามีในใจแล้วว่า ที่ โรงเรียน 1 ชม. สำหรับ เด็กเก่งที่เป็น ตัวแทน โรงเรียน ก็จะเป็นที่โรงเรียน 2 ชม.
การจะให้ประสบความสำเร็จในการสอบ ก็คือ ให้เจอ ชม.3000 สำหรับเด็ก เก่งมากมาก หรืออาจจะเป็น ชั่วโมงที่5000 สำหรับ เด็กที่ ใช้ความพยายาม
ในเวลาประมาณ ป.6 เพราะวุฒิภาวะ หรือ การเปลี่ยนโรงเรียนในช่วงมัธยมจะมาในช่วงนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเราจะพาเขามาให้ถึงตรงนี้ไว้
เพราะฉะนั้น จับถอยหลังเลย ครับ
365*2 = 730 ชั่วโมงต่อปี
ประมาณ 4-5 ปี สำหรับเด็กที่เรียนรู้เร็ว
5-6 ปี สำหรับเด็กที่เรียนรู้ช้า
ถ้าเราทำ ตั้งแต่ 2-3 ขวบ ได้วันละ 15-30 นาที เราได้มาอีก 150 ชั่วโมงต่อปี พร้อม กับสมองว่างๆที่ไม่คิดอะไรของเขาเลย
เห็นไหมครับ มันมาจากพวกนี้ทั้งนั้นเลย
ไม่ใช่ดวง ไม่ใช่อัจฉริยะ แต่เป็นการสร้าง อย่างวางแผน
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะสอนมาแบบไหน ถ้าสอนมาแต่เล็ก 500 ชั่วโมงแรก( อายุ 2-5 ปี ) มันไปไกลมากมากแล้วครับ เพราะตอนแรกแรก ใส่อะไรไป ก็ได้ แบบนั้น ใส่แบบไหนไปก็ได้แบบนั้น
หัดวงไว้ถูก นี่ มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว ตีถูกไม่ถูกไม่ว่า วงสวยพอ อันนี้หลายคนทราบดี
ปัญหาที่เจอ มันจะมี 2 อย่าง คือ เด็กที่เก่งแล้วพ่อแม่ ต่อไม่ติด ครูต่อไม่ติด เนื่องจากวางแผนมาไม่ดีนัก คือวางแผนแบบสอนเอง นั่นทำให้ต้องรับหน้าที่ 2-3 ชม ไว้เอง
แต่ถ้าเราจะใช้ ทรัพยากรบุคคลให้สูงสุด ต้อง อย่าลืมครูทื่โรงเรียนเลย
พอกลับมาบ้าน ก็ทำเลข 100 ช่องสักกระดาน
เสร็จแล้ว เล่น ครอสเวิรด เล่น Amath เล่นหมากรุก รัมมี่ ไพ่ อะไรว่าไปสัก 30-45 นาที หัดอ่านข้อสอบ เลือกข้อสอบ โดยไม่ทำ ก็ 15 นาที พอแล้วเหลือเหลือครับ
แล้วก็ไปทำการบ้านวิชาอื่นๆ เลย
ก่อนลงไปถึง ป.1-3 นะครับ เนื่องจาก เราเตรียมมา อย่างดีในตอนอนุบาลแล้ว
แล้วเดี๋ยวมาต่อครับ
ครับ อ่านไม่ผิดครับ 10 000 ชั่วโมง
ผมพยายามหลีกเลี่ยงพูดหัวข้อนี้ แต่ มันก็คงต้องพูดไม่ว่าวันใดวันหนึ่ง
กฎ แบบนี้มีด้วยหรือ หลายคนคิด มาจากไหนหว่า
กฎนี้เป็นที่รู้กันของ โค๊ชกีฬา ที่ จะทำนักกีฬาให้ขึ้นมาเป็นมืออาชีพทุกทุกคนครับ
ไม่ว่าจะเป็น เทนนิส ที่เขียนไว้เลย ถึงกฎจ้อนี้ ไม่ว่าจะเป็น โกะ ที่เขียนไว้ถึงกำข้อนี้ ไว้ตั้งแต่อดีต คือ กฎ 10000 กระดาน
http://wiki.answers.com/Q/How_can_you_become_you_pro_tennis_player
Answer
The 10,000 hour rule
Research has shown that it takes around 10 years and 10,000 hours to reach an elite level in sport. Those hours are made up of sport-specific training, physical training and other sports (in earlier years). This means that this comes to about three hours a day over 10 years! There is no doubt a huge time commitment is necessary to reach elite levels; it is important to bear in mind, however, that the 10,000 hours are weighted heavily in the latter stages of that 10-year period when the athlete will be training full time - often for over six hours a day.
โอโฮ………….10 000 ชม. เลยหรือ
1 ปี มี 365 วัน ถ้าวันละ 1 ชม. ก็ 365 ชม. 10 ปี 3 650 ชม.
30 ปีเลยนะนั่น
ถ้าจำบทความตอนที่แล้วได้นะครับ ประเทศที่ให้ความสำคัญกับวิชาคณิตศาสตร์ ให้เวลา 2 ชม. ต่อ วัน สมมติเอาตั้งแต่ ประถม – มัธยม 12 ปี
2*365*12 = 8 760 ชม. เห็นไหมครับ
ใกล้เคียงไหม กับ กฎ 10 000 ชม.
ถ้าคุณ ทำมาตั้งแต่ตอนเล็ก ตั้งแต่อนุบาล วันละ 1 ชม. มันก็จะครบ 10 000 ชม. ครับ
อันนี้ไม่เกี่ยวกับอัจฉริยะเลยนะครับ
แต่แต่นะครับ
ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์ เทนนิส โก๊ะ กอลฟ หรือกีฬาอะไรก็ตาม ยกน้ำหนักก็ใช่
คณจะสนุกหรืออาจทำได้ดี ในช่วง 1 000 ชม.แรก (ถ้าเป็นการเรียน ก็อาจจะ 3 ปีแรก ก็คือ ป.1-3 ซึ่งมีคนมักบอกว่าลูกเก่งลูกทำได้ดี ในช่วงนี้ ถ้าเรียนมาวันละ 1 ชม. )
และมีแรงที่จะทำ 3 000 ชม. ถัดไป แล้วก็จะเลิก ช่วงนี้คือ ช่วงที่นักกีฬา จะเบื่อการฝึก ขึ้นช้า พัฒนาช้า ที่ ประมาณ ชั่วโมง 3 000-5 000
คนจะเลิกก็ช่วงนี้แหละครับ ชม. ที่ 3 000-5 000 ไม่ว่าจะกีฬา หรือ วิชาการ อาการมาประมาณนี้
ใครถึงเร็ว ก็จะเจอเร็ว ใครถึงช้าก็จะเจอช้า
หรือที่พ่อแม่ที่ไม่เข้าใจจุดนี้ มักจะบอกว่า เรียนมาหนักก็เลยล้า ไม่อยากเรียน ทำให้ ใช้เวลา เพื่อ ยืด ไปไม่ให้เจอ ด่าน ชม. 3 000-5 000 ชม. ซึ่งก็ไม่ใช่
ทำแบบนั้น ก็หนีปัญหา ด่านนี้ ซึ่งก็จะมีเด็กที่ไม่ชอบเลข อยู่ก็เลยไปเลือกเรียนสายอื่น
ทำแบบนี้ ก็คือ ทำแบบ เรียนเร็วไปทำไมแต่เล็ก โตก็ทัน แต่ที่เห็นคือ โตไม่ทันสักที เพราะคนอื่นเขาทำมาแล้ว ตั้งกี่ ชม.ละ มันก็เลยไปสรุปเป็นอย่างอื่นแบบอื่นเสีย เช่น ให้เด็กไปเจอ ด่านนี้เอง ตอน ม.3 แบบเราสมัยก่อน แล้วให้เด็กยอมรับอะไรบางอย่าง แต่เราลืมไปนะครับ ที่เราให้เขายอมรับน่ะ เพราะเราไม่ได้เตรียมให้เขา
10 ปี ครับ 10 ปี นี่ ก็ตก ประมาณ ม.3 ที่จะเจอช่วงนี้ ถ้าเราสอน วันละ 1 ชม. (รวมที่โรงเรียนด้วยนะครับ)ก็จะเจอตอน ม.3
ถ้าเราสอน วันละ 2 ชม. ก็จะเจอตอน ป.6
นั่นจะพบได้ว่า ประเทศ ใน Timss 48 ประเทศ ประเทศที่เรียน คณิตศาสตร์ เยอะ จะลดลง ตอน ม.1
ยกมาให้ดูอีกทีนะครับ ขอยก แค่ สิงคโปร์ มาเล พอนะครับ
แปลง% เป็น คาบ สอน ไทยเรา ก็ ตกประมาณ 1 คาบต่อวัน เพื่อนบ้าน อยู่ที่ 2 คาบต่อวันนะครับ
เพราะฉะนั้น ไทยเรา จะเจออาการนี่ ประมาณ ม.3 นะครับ แต่ประเทศอื่นเจอ ป.6
ครับ
คุณหนีไม่พ้นแน่แน่ ครับ กฎ 10 000 ชม.นี่มีหลายงานวิจัยในทางกีฬา พูดถึงมากนะครับ ในทางวิชาการยังไม่มีใครพูดถึงนัก เพราะ การแข่งทาง วิชาการ ไม่ดุเดือดเหมือนทางกีฬา
และกีฬา มันจะมี จุดสมดุลย์ของสมรรถภาพทางร่างกายในกีฬาแต่ละประเภทอยู่
ทำให้ โค๊ช ต้องวางแผน ถึงชั่วโมงฝึก
คราวนี้ว่าว่าถึง กฎนี้ กับการฝึกคณิตศาสตร์ นะครับ มันเหมือน ยาก นะ แต่หายใจลึกๆ ครับ มันไม่ยากอย่างที่คิด
เพราะถ้ายากแล้ว ผมก็ไม่เขียนแน่แน่
ก่อนอื่น เรา ต้อง เคารพ ครู เราถึงเอาครูโรงเรียนเป็นตัวช่วย นะครับ เราจะได้ 1 ชม. มาในแต่ละวัน
พ่อแม่ที่คิดว่า 1 ชม. ไม่พอ ก็เอาลูกไปเรียน พิเศษ ใน ตอนเย็น ทุกวัน 1 ชม.
เป็น 2 ชม. เพราะฉะนั้น ตอนนี้ ทันแล้ว เพราะฉะนั้น เด็กที่เรียนพิเศษ ก็เลยเก่งขึ้นมา
ตามกฎ 10 000 ชม.
โอเค เรามามองก่อน ว่าจริงๆแล้วเราต้องการ 1 ชม. ที่บ้าน ถ้าเราไม่ส่งลูกเรียนพิเศษ ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม
เราจะสอนอะไรล่ะ เราจะสอนอะไร ให้ได้ดีกว่า ล่ะ
เพราะฉะนั้น จะพบดังนี้เลยนะครับ
ถ้า คุณใช้เวลา
2 ชม. ที่โรงเรียน + 1 ชม. ที่บ้าน ลูกก็จะแตะ 3 000 ชม.ตอน ป.3-4
15-30 นาที ลูกผมทำ แบบฝึกหัดของผม ตั้งแต่การหัดอ่านข้อสอบ เลือกข้อสอบ ทำข้อสอบ แล้วเลือกมันออกมาถาม
1 ชม. ของลูกสาวผม คือ เล่นโก๊ะ ครับ เพราะผมถือว่ามันคือคณิตศาสตร์ ใครจะเล่น หมากฮอส โซโดกุ Crossword ก็ได้นะครับ ผมเล่นผ่านทางนี้เอา เพราะผมว่ามันจะเป็นการผ่อนคลาย ในรูปแบบคณิตศาสตร์
แต่ถ้า 1 ชม. เรียนที่โรงเรียน +2 ชม. ที่บ้าน นี่ หนัก นะครับ หนักแบบนี้ ตอน ชั่วโมงที่ 3 000-5 000 นี่ แย่เลย
เพราะฉะนั้น มันเลยเหมือนไม่มีอะไรไงครับ เพราะจริงๆแล้ว บางโรงเรียนใน สิงคโปร์ ก็มีเรียน หมากกระดาน แทน 2 คาบ ในแต่ละอาทิตย์เพื่อ แทน คณิตศาสตร์
เห็นไหมครับ วิธีที่ทำให้เต็ม 2-3 ชม. ในแต่ละวัน มันไม่ยาก
แต่ถ้าเมื่อไรนะครับ
คุณ หนี หรือทิ้ง ตัวช่วย คือ ครูที่โรงเรียน เพราะคุณสอนไปเยอะหรือเกินไปเยอะมากมากก สอนเองทั้งหมด
คุณ จะเหมือนต้องรับภาระ 3 ชม. นั้นมา ซึ่งทำยังไงมันก็ไม่ทัน เพราะเวลาเด็กแต่ละคนมีเท่ากัน
เพราะฉะนั้น จากกฎการซ้อม 10 000 ชม. เพื่อประสบความสำเร็จด้านกีฬา
จะพบว่า ผมไม่ครบในเรื่องอื่นๆ เลยนะครับ คือทำยังไงก็ไม่ได้ ในเรื่องหมากกระดาน ทำได้อย่างมากก็ 30นาที-1 ชม. เพราะฉะนั้น เล่นยังไงก็ไม่เป็นแชมป์และหมกมุ่นหรอก แต่ที่รู้ๆ ก็คือ
10000 ชม. ทางคณิตศาสตร์ นี่ ครบแน่แน่ ครับ
กีฬาชนิดอื่นๆ ก็ทำไม่ได้ ไม่มีทางฝึกได้วันละ 2 ชม. มากสุดก็ 1 ชม. เพราะ เช้าสำหรับสังคมกรุงเทพละก็เป็นไปได้ลำบากมากมาก
1 ชม.แต่ละวัน คุณมีทางเลือกครับ ที่จะสอนจินตนาการ ทางคณิตศาสตร์ หรือ คณิตศาสตร์ในชีวิต เพื่อสร้าง เจต คติ ที่ดีให้กับเขา แต่ถ้าคุณเลือก 1-2 ชั่วโมงสอนทำแบบฝึกหัดที่บ้าน ก็ให้ ระวัง กำแพง 3000-5000 ชม.
มาถึงตรงนี้แล้ว จะเห็นเลยนะครับ สอนช้าก็เก็บ ชั่วโมง ไม่ครบ สอนเร็วก็ติดกำแพง ติดด่าน
หนทางที่ไม่ให้ติดด่าน คือ สันทนาการ ทางคณิตศาสตร์ ที่ทำที่บ้าน
ไม่ว่า จะเป็น AMATH หมากรุก หมากฮอส โซโดกุ เหล่านี่ ทำเพื่อให้ครบ 1 หมื่น ชม ได้ครับ แทนที่เราจะมานั่งทำแบบฝึกหัดที่บ้าน
แล้วพอถึงด่านประมาณ 3000-5000 ชม.ที่เขาจะเริ่มเบื่อ
มันจะผ่านออกไปได้ โดยอาจไม่ติดด่านตรงนี้เลยแม้แต่น้อยครับ
ก่อนอื่น คงต้องบอกนะครับ ผมไม่ได้เห็นด้วยกับการที่ใครเอะอะก็เอาลูกเรียนเตรียมความพร้อม เพราะเป็นกระแส และผมก็ไม่ได้อยากให้เอาลูกเร่งเรียนขึ้นไปเพราะเป็นกระแส
ผมไม่ได้ต่อต้านการเรียนพิเศษสำหรับเด็กไม่เก่ง แต่ผมต่อต้านการเรียนพิเศษแบบในห้องเรียนเดี๋ยวนี้เห็นทำกัน แถวสยาม บางห้องเชื่อไหมเรานั่งมองแล้วเรา งง ว่า นี่เด็ก ม.1-2 นะ มาเรียน ม.4 ทำไมนี่ แค่นะเราก็คงไม่ถาม เพราะเด็กและพ่อแม่ก็คงจะมีความหวังและฝัน
กลายเป็น ห้องเรียนพิเศษ ต่อไปคงจะต้องมีจัดห้อง King ห้อง Gifted อีก ละมั๊ง
(แล้วไม่ต้องมาถามผมว่า เรียนพิเศษที่ไหนดี ผมไม่รู้นะครับ แล้วไม่ต้องถามว่าผมรับสอนไหม ผมไม่สอนมานานมากมากแล้ว และไม่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับการศึกษาอยู่เลย มีแต่เพื่อน ซึ่งไม่แนะนำอีก เพราะ มันน่าจะรวยพอแล้ว แต่ถ้าใครถามเรื่องกีฬา อันนี้พอตอบให้ได้ ถ้าอยู่แถบ รามอินทรา ถ้าใครถามเรื่อง การฟิตร่างกายเพื่อสอบ เตรียมทหาร หรือเข้าค่ายเพื่อสอบ เข้าเตรียมทหารอันนี้ตอบให้ได้ นอกนั้นอย่ามาถามครับ ไม่มีคำตอบเด็ดขาดเพราะขนาดลูกเพื่อน ผมยังไม่สอนเลย)
==============================
ไม่บ่นดีกว่า เพราะจริงๆแล้ว ประเทศไทย เรียนคณิตศาสตร์ น้อยไปจริงๆ นะครับ นี่พูดโดยส่วนรวมนะครับ ว่าน้อยไป ทำให้ สมองมันมีที่ว่างเหลืออยู่
แต่ไปจัดมันซะทุกวิชา จนผมงง ไปหมด ว่าจะเรียนอะไรกันเยอะแยะหว่า เด็ก ป.1 บางโรงเรียน ภาษาไทย เรียน กาพย์ยานี 11 แล้ว เด็ก ป.1 นี่ ต้อง เรียน เศรษฐศาสตร์แล้ว คือเรียนไปหมดเลย
เวลาเรียนมันเลยไม่เหลือที่ให้วิชา คณิตศาสตร์ สำหรับคนเก่งก็เลย ถูกความจำเป็นให้ ใช้เวลา ที่มีเพื่อไปเล่นกีฬา สันทนาการอย่างอื่น มาจับเรียนเลขซะ ในตอนเย็น
เพื่อความเข้าใจนะครับ บทนี้อาจดูวิชาการ หน่อย บางคน มักบอกว่าผมเร่งเรียนบ้าง หรือบางคนบอกว่า ผมปล่อยลูกบ้างเพราะทำไมเวลาว่างทำนั่นทำนี่เยอะจังเลย บางคนเริ่ม งง งง ว่าผมเป็นอย่างไรหว่า
อย่าเดาเลยครับ ผมบอกแล้วไงผมไม่ต้องการให้ลูกได้เหรียญ แต่แค่ต้องการไม่ให้เขาหลุดมาตรฐาน ไปก่อนวันอันควร ถ้าลูกผมอยากเป็นหมอ หรืออยากสอบแข่งขัน ลูกผมก็ต้องมีพื้นฐานไว้สู้กับคนประเภท 1-500 คนแรกได้ก็เท่านั้น
=====================
เรามามองนี่กันครับ เป็นข้อมูลเพื่อ บ่งชี้อะไรบางอย่าง
เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิของนักเรียนข้ามประเทศ ก็จำเป็นต้องเปรียบเทียบตัวแปรที่เป็น
ส่วนของระบบการศึกษาด้วย เป็นต้นว่าการใช้หลักสูตรการวัดผล เวลาเรียน ค่าใช้จ่ายการศึกษา ครูผู้สอน
ตลอดจนการส่งเสริมสนับสนุนที่ครูได้รับในขณะใช้หลักสูตร ฯลฯ ซึ่งข้อมูลต่างๆ เหล่านั้น TIMSS
มีการเก็บและวิเคราะห์ไว้ด้วย ในที่นี้จะเปรียบเทียบกับมาเลเซียและสิงคโปร์ และจะมองไปที่สิงคโปร์
มากกว่า เพราะมีคะแนนสูงมาก เพราะจะได้ศึกษาปัจจัยที่ชี้แนะหรือให้คำอธิบายสาเหตุที่ทำให้การเรียน
การสอนมีคุณภาพ เพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงจุดที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อทำให้ผลการศึกษาคณิตศาสตร์ของ
ไทยมีคุณภาพขึ้น
เวลาการเรียนคณิตศาสตร์
เวลาเรียนตามหลักสูตรของประเทศต่าง ๆ นอกจากจะบอกให้ทราบเวลาที่ให้เรียนวิชาหนึ่ง ๆ แล้ว
ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเน้นให้ลำดับความสำคัญของวิชานั้นๆ ในหลักสูตรการเรียนการสอน
ของระบบการศึกษา เวลาเรียนคณิตศาสตร์ (คิดเป็นร้อยละของเวลาเรียนทั้งหมด) แสดงในตาราง 6
เห็นอะไรไหมครับ มันไม่พอ เมื่อมันไม่พอ เด็กก็ต้องวิ่งออกจากห้องเรียน ไปหาเอ่าข้างนอก พ่อแม่ก็คิดว่าไม่พอ
และสังเกต 6 ปีแรก เขาใส่เข้าไป เต็มที่ เลย
การใส่แบบนี้ มันต้องมีจุดหมายที่ชัดเจนนะครับ
เวลาที่ให้เรียนเป็นตัวแปรสำคัญตัวหนึ่งที่สามารถอธิบายความแตกต่างของคุณภาพของนักเรียน
เมื่อต้องเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ซึ่งบางครั้งเป็นการเปรียบเทียบที่เปรียบเทียบกันไม่ได้เพราะเด็กได้รับการปฏิบัติ (ภาษาวิจัยเรียกว่า Treatment) ต่างกัน
ในขณะที่ประเทศอื่นเน้นความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากปริมาณเวลาเรียนที่จัดให้ สิงคโปร์เน้นคณิตศาสตร์มากที่สุดในระดับประถม นักเรียนต้องเรียนทุกวันวันละมากกว่าหนึ่งชั่วโมง
เพราะสิงคโปร์เชื่อว่าการฝึกสมองเด็กเรื่องการคิดคำนวณ ในเยาว์วัยเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวางพื้นฐานคณิตศาสตร์
แต่นักเรียนไทยในระดับประถม เน้นคณิตศาสตร์น้อยมาก อาจกล่าวได้ว่าน้อยกว่าวิชาอื่น ๆ และเมื่อขึ้นมาเรียนในชั้นมัธยมศึกษา เวลาเรียนก็ยังคงที่เหมือนเดิม และประเทศไทยมีเวลาเรียนต่ำที่สุดไม่เฉพาะในภูมิภาคนี้เท่านั้น แต่นับรวมทั้งทุกประเทศใน TIMSS-R ทั้งหมด 48 ประเทศแล้ว (ประเทศอื่นที่มีเวลาเรียนต่ำเป็นที่สองยังมีเวลาเรียน 12%)
เมื่อเราเห็นดังนี้ แทนที่เราจะไปลดอันอื่นที่ไม่สำคัญ คือมันสำคัญหมดละนะ แต่ บางอย่างมันต้องเกิดวุฒิภาวะ ด้วย
ยกตัวอย่าง ผมจะมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องรู้ว่า พระอาจารย์คนแรก ของพระพุทธเจ้า ชื่อว่าอะไรในตอน ป.1 หรือผมจะมีความจำเป็นแค่ไหน ที่ต้องรู้ว่า การเขียนกลอนแบบนี้เรียกว่ากลอน 8 หรือกาพย์ยานี 11ในตอน ป.1
เห็นไหมครับ
ทุกคนมองความจำเป็นต่างกัน ทัศนคติต่างกัน เมื่อเอะอะอะไรก็จำเป็นหมด การใส่ลงมาในทุกทุกวิชา มันก็เลยเต็มไปหมด
จะบอกว่า นี่แหละคือการบริหารเวลา ของ ครู ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็ว่าได้ คือ ครูทุกคนต่างต้องเร่งสร้างผลงาน คือจะปล่อยให้วิชาไหนเด่น ขึ้นมาไม่ได้
จุดเน้นของการเรียนการสอน
จุดเน้นของการเรียนการสอน
ขนาดของชั้นเรียน ทั้งไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ต่างก็มีขนาดใหญ่กว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ
(ซึ่งเท่ากับ 31 คน/ชั้น) แม้ว่าสิงคโปร์ และมาเลเซีย จะมีขนาดเฉลี่ย 37 และ 38 ตามลำดับ แต่ของไทย
มีขนาด 42 คน/ชั้น ก็ไม่อาจถือว่าเป็นตัวแปรที่ต่างกัน แต่ตัวแปรที่สำคัญน่าจะอยู่ที่การเน้นในกิจกรรม
การเรียนการสอนมากกว่า
==================================
เวลาเรียน น้อยกว่า จุดมุ่งหมายในการเน้น ต่ำกว่า นั่นทำให้ พ่อแม่ ผปค ที่ พอมีความรู้หน่อย เกิดความไม่เชื่อมั่น
พอเกิดความไม่เชื่อมั่น ก็เลยเรียนเพิ่ม พอเรียนเพิ่ม มันก็เลยเกินชั้นปี เพราะมันต้องเป็นอย่างนั้น
ทั้งๆที่ มันไม่มีทางเกินได้เลย ถ้าจุดเน้น เท่าๆกัน
เพราะถ้ามองจากการจัดเวลา โดยรอบ ก็คือ
ประเทศไทย ต่ำที่สุด เรื่องเวลาเรียนเลข ของประเทศในกลุ่มทั่วโลก คือ 8 % และน่าตกใจเป็นอย่างมาก ที่เราห่างจาก อันดับ 2 ในการจัดเวลาเรียน คือ 12 %. ห่างกัน 4 % นี่เยอะนะครับ
ส่วนที่สูง ก็จะอยู่ที่ 20-22 %.
นั่นคือ เขาเรียน เลข กันวันละ 2 ชม. หรือประมาณ 2 คาบ
คุณเห็นอะไรบ้างไหมครับ จากข้อมูลข้างบนที่อ่านมา ก่อนอ่านตอนต่อ นะครับ
นั่นทำให้เด็ก เรามักจะใช้วิธีการแก้ปัญหา กับโจทย์เลข ด้วยวิธีการที่สูงกว่า คือเรา ใช้วิธี ใส่ กลยุทธ ที่ 8 ชม.ให้เด็ก แต่ไม่ใส่การวิเคราะห์ไว้ เพราะหมดเวลาก่อน และจะวิ่งไล่ล่า กลยุทธ ทางคณิตศาสตร์ เอา ความรู้ ป.6 มาแก้โจทย์ ป.3 ความรู้ ม.3 แก้โจทย์ ป.6 ความรู้ ปริญญา แก้โจทย์ ม.6
จากข้อมูลแสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่า การบ่มเพาะ กับความรู้ในช่วงปี มันไม่มาไงครับ เพราะเรามี น้อยสุด คือ 1 คาบ
เห็นความต่างไหมครับ นั่นทำให้ จัดเวลาไม่ได้เลย
หนังสือเรียนเขาก็ไม่ต่างจากเรา ครูก็ไม่ต่างกันมากมาย แต่ต่างกัน เวลาก็มีเท่ากัน แต่จัดไว้ไม่เท่ากัน การจัดการเวลาเหมือนไม่ได้
โดยเรื่อง เวลาและ การบ่ม ให้อยู่กับแบบฝึกหัดนั้นๆ โดยสามารถเสียเวลาได้ เสียเวลาคิดได้ เพราะมีเวลาเรียน มากกว่าถึง 2 เท่าครึ่ง ในประเทศ สิงคโปร์ คือ 2 คาบ และด้วยเวลานั่นเอง
ทำให้เขาสามารถ ทิ้งช่วงเวลาให้เด็กคิดได้ คือ สมมติว่า ในห้องเรียน จัด วอรม์ ด้วยเลข 100 ช่อง แบบ ที่ โรงเรียนประถมในญี่ปุ่นทำ ใช้เวลา 15-20 นาทีในการเตรียมตัวเข้าบทเรียน ให้เด็ก Alert ว่าถึงเวลาคิดของเขาแล้วนะ
ไทยทำไม่ได้ครับ เพราะ หมดเวลาแล้ว
ไทยทำได้ ก็แค่ เอาไม้เคาะโต๊ะ เสียงดังๆ 5 6 ที แล้วบอกว่า พร้อมหรือยัง แค่นั้นครับ
เห็นอะไรไหมครับ เมื่อ ต้องการเวลา เป็น 2 คาบ เด็กก็เลยมาเรียนเย็นแทนที่โรงเรียน แต่………แต่…..นะครับ
กลายเป็น ที่เรียนที่โรงเรียน แทยที่จะเป็นการบ่ม แต่กลายเป็น เรียนเพื่อแข่งเอาชื่อเสียงกลับมาให้โรงเรียน ด้วยความหวังของครู
ตรงนี้ต่างหาก ที่ผมมักมองว่าผิด เพราะมันไม่เป็นไปตามธรรมชาติเลย
เพราะจุดเริ่มมันไม่ได้อยู่ที่เด็ก มันผิดตั้งแต่คัดตัวแล้วผิดตั้งแต่ครูต้องการชื่อเสียงให้โรงเรียนแล้ว
มันผิดตรงนั้น มากกว่า มันไม่ได้ผืด ถ้าเวลาไม่พอแล้วใส่เพิ่ม ใส่เพิ่มให้พอเหมาะ ใส่เพิ้มให้ สมดุลย์ ใส่เพิ่มให้บ่มเพาะขึ้นมา
และเมื่อใส่ ถึงขนาดนั้นแล้ว ก็เลยไม่จำเป็นต้องใส่เพิ่มที่บ้านแล้วไงครับ
เพราะถ้าโรงเรียนใส่มา 2 ชม. มาที่บ้านจับอีก 1 ชม. ตายพอดีแบบนี้
ลองนึกเป็นว่ายน้ำนะครับ
วันปกติ จะว่ายอยู่แล้ว 1 ชม หรือแระมาณ 1 กิโล พอใกล้แข่ง จะขยับมา เป็น 2 ชม.
คราวนี้ ถ้าที่บ้านมีสระ แล้วเราจับมาว่ายรอบ 1 ทุ่ม อีก 1 ชม. ตายพอดีครับ
ชนะก็อยากชนะแต่พอดี ดีกว่า
การศึกษานี้ไม่ค่อยเป็นที่สนใจของสังคมไทยครับ ตรงกันข้ามกับข่าวการศึกษาที่คนไทยให้ความสนใจมากคือ การแข่งขันวิทยาศาสตร์ โอลิมปิก ซึ่งไม่ใช่การประเมินผลการจัดการการศึกษาวิทยาศาสตร์ของประเทศ แต่เป็นการแข่งขันระหว่างคนเก่งของประเทศ โดยเลือกคนที่เก่งของประเทศไทยวิชาละ 4 -5 คน มาฝึกฝนแล้วส่งไปแข่งขันกัน เพื่อดูว่าคนเก่งของประเทศใดจะเก่งกว่ากันครับ
ส่วนการประเมินผลนานาชาติ TIMSS นั้นมีการประเมินผลการจัดการศึกษาในหลายตัวแปร ตั้งแต่ต้นหลักสูตร การเรียนการสอน การมีทรัพยากรโรงเรียนเพียงพอหรือไม่อย่างไร เวลาเรียนตลอดจนผลสัมฤทธิ์หรือคะแนนของนักเรียน
ดังนั้นผลการประเมินผลการศึกษาของ TIMSS แม้ว่าจะประเมินเพียงสองวิชา
แต่ในระดับโลกถือว่าเป็นตัวชี้บอกความสำเร็จของการจัดการศึกษาเลยครับ ดูไปแล้วเปรียบเสมือนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค การที่ประเทศไทยได้เหรียญทอง1-2 เหรียญ
ต่างจากการเป็นเจ้าเหรียญทองโดยสิ้นเชิงครับ ดังนั้นทุกประเทศในโลกจะภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าเหรียญทอง และ
ความเป็นที่หนึ่งนี้ต่างหากคือตัวบ่งบอกประสิทธิภาพและความสำเร็จของวงการกีฬาในประเทศนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ผลการศึกษาของ TIMSS จึงมีความหมาย และมักจะนำไปสู่การปรับปรุงหรือการปฏิรูปการศึกษาในหลายประเทศ

