สมัยก่อน เวลา ผมนั่ง อ่านหนังสือ เกี่ยวกับ บทความ ของ วอลดอลฟฺ หรือ ดร. วอลดอลฟ เพื่อจะทำความเข้าใจว่าเขาคิดอย่างไร

ปรัชญา และระบบความคิดเขาเป็นอย่างไร

เชื่อไหมบอกตามตรง ผมจับความรู้สึกเขาได้ แต่แค่เปลือกเท่านั้นเอง

ดร.วอลดอลฟ จบ ปริญญาเอก คณิตศาสตร์ ที่เยอรมัน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

สภาพแวดล้อมของเยอรมัน ที่หดหู่สิ้นหวัง เพราะภาวะหลังสงคราม

ไม่มีปากกา ไม่มีกระดาษ

มีแต่วินัย ที่ฮิตเลอร์สร้างไว้แก่คนในชาติ

===========================

พอกลับมาเมืองหลวง ผมนั่งนึกว่าจริงๆแล้วเราก็เหมือน อยู่บน หอคอยงาช้าง

หรือ ผมก็อาจเป็นประเภท

NATO หรือ NARO หรือ NAWrO

No Action Talk Only
No Action Read Only
No Action Write Only

เดี๋ยวนี้ได้ข่าวว่า สามารถสอบ Admission กันได้ตั้งแต่ ม.4

เราคงทำอะไรไม่ได้หรอก ถ้าเรามองหน้าลูก แล้วก็บอกว่า ช่างมันเถอะ ฉันมีหน้าที่ ทำหน้าที่ของฉัน ให้ดีที่สุด

สิ่งที่ผมเห็นผมนึกได้มีหลายอย่างมากมากครับ

ผมนั่งนึกถึงเรรื่อง ตลก เรื่องหนึ่ง คือมีช่วงหนึ่ง มีการขอบริจาค คอมพิวเตอร์ในสำนักงาน ที่ไม่ใช้แล้ว แตสภาพดี ให้โรงเรียน ในชนบท

พอส่งไป ได้รับ จดหมายตอบมาว่า เสียบยังไง เพราะ หมู่บ้านนี้ยังไม่มีไฟฟ้าใช้เลย

========================================

เราพัฒนา คน เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องพัฒนา

เราได้ลูกเก่ง เพราะเป็นหน้าที่ เพราะเรารู้ว่าเรามีหน้าที่ ที่ต้องสอนต้องบอก ต้องเตือน

แต่สิ่งที่ผมเห็น คือ ช่องว่างระหว่าง การศึกษา มันจะห่างกันเรื่อยๆ

สมัยก่อน จบ ป.4 จบมาสามารถสู้ชีวิตได้

มาเดี๋ยวนี้ ปริญญาโท ก็ไม่พอ

ระยะเวลาในการเลี้ยงลูก ดูแลลูกเพิ่มขึ้นเป็นเงา

ในขณะที่ คนฝั่ง อเมริกา มีแนวความคิดแบบ หนึ่ง เมื่อจบ Grade 12 แล้ว เขาก็จะเริ่มหาเงินเรียนเอง
ด้วยการทำงานพิเศษ ที่มีอยู่มากมายเต็มไปหมด

ซึ่งดูแล้วไม่ต่าง อะไรเลยจากประเทศไทยสมัยก่อน

แต่ปัจจุบัน 25 ปี ของชีวิตลูกที่จะต้องอยู่ที่เรา

เรากังวลไปหมดเลยแทน เขา

ผมเห็นแววตาของเด็กในขณะที่เรียนพิเศษ ที่เต็มไปด้วยความกังวล

ผมฟังรายการตอบปัญหา เข้ามหาวิทยาลัย แทนที่ เด็กจะเป็นฝ่าย โทร พ่อแม่ ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายโทร

คำถามเรื่องเด็กไม่เก่งมักไม่มีปัญหา แต่มักมีปัญหาในการที่เด็กเก่ง

ระบบ การศึกษา ที่มุ่งเน้น คน เข้ามาพัฒนา

====================
คนจีนชื่นชมเมฆในท้องฟ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเมฆเป็นสัญลักษณ์แห่งความยั่งยืนสถาพร

เนื่องจากบรรดาดวงดาวทั้งปวง รวมทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ย่อมมีเวลาที่จากไปจากท้องฟ้า

เช่น ดวงดาวและดวงจันทร์จะหายไปในช่วงเวลากลางวัน ในขณะที่ดวงอาทิตย์จะหายไปในยามค่ำคืน แต่เมฆจะอยู่กับท้องฟ้านิรันดร์

ดังนั้น ชื่อแซ่ที่เป็นมงคลของชาวจีนจึงเกี่ยวข้องกับเมฆเสมอ

แม้กระทั่งกวนอู เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์จากเรื่องสามก๊กเอง

ก็ยังมีฉายาว่า "หยุนฉาง-ผู้ยั่งยืนเสมอเมฆ" คนไทยเชื้อสายจีนที่ดังๆ ในปัจจุบันหลายคนก็ใช้นามสกุล เกี่ยวกับเมฆกันอยู่หลายคน ทั้งภาษาไทยและจีน


ในขณะที่ฝรั่งตะวันตกมองเมฆในแง่สัญลักษณ์ของความไม่แน่นอน (Ever Changing)

จนมีคำพูดเป็นสุภาษิตว่า "As changeable as a cloud"


วิธีคิดและวิธีมองโลกของคนนั้นมีความแตกต่างกัน

ดังนั้นจึงต้องพูดกันให้รู้เรื่องและพูดกันให้เข้าใจเสียก่อนว่า "เป็นการมองของใคร?" "เป็นความต้องการของใคร"

คำว่า "ของใคร" หรือ "Whose" นี่สำคัญที่สุด

ถ้ามองเรื่อง การสอบ เข้ามหาวิทยาลัยเป็น จุดหมายว่าลูก ต้องเป็น หมอ ต้องเป็น วิศว

การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในมุมมองของใครซึ่งหากจะใช้ศัพท์ที่นักการศึกษาชอบใช้ที่ว่า "Stakeholders" หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็ต้องแบ่งให้เห็นกันชัดๆ เลย ดังนี้

1.ตัวเด็กที่สมัครเข้าสอบเข้ามหาวิทยาลัย

2.ผู้ปกครองของเด็ก

3.ข้าราชการฝ่ายโรงเรียนมัธยม

4.ข้าราชการฝ่ายมหาวิทยาลัย

5.โรงเรียนกวดวิชา

เอาแค่ 5 ฝ่าย ง่ายๆ อย่างนี้แหละ แล้วก็ทิ้งเอาไว้ก่อน

เพื่อย้อนไปดูประวัติศาสตร์ความเป็นมา ของการจัดการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อความเข้าใจ

และเห็นภาพของปัญหาได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งหากเราไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์เราก็จะต้องถูกสาปแช่งให้ทำความผิดเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นเอง

ในอดีตก่อนที่พวกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดนี้ยังเกิดไม่ทัน

เดิมทีเดียวมีมหาวิทยาลัยอยู่เพียง 2 แห่ง ก่อน พ.ศ.2486 ครั้นหลัง พ.ศ.2486

แล้วก็มีมหาวิทยาลัยเพิ่มเป็น 5 แห่ง และช่วงกึ่งพุทธกาล(พ.ศ.2500 ถือเป็นปีกึ่งพุทธกาล) ก็มีมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น ในส่วนภูมิภาคอีกหลายแห่ง โดยมีวิทยาลัยวิชาการศึกษานำขบวน ซึ่งตอนนั้นแต่ละมหาวิทยาลัย

ก็ต่างจัดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันเองแบบตัวใครตัวมัน

เนื่องจากมหาวิทยาลัยทุกแห่งเป็นนิติบุคคล คิดเอง ทำเองได้โดยไม่ต้องคอยคำสั่งจากกระทรวงศึกษาธิการ

เหมือนโรงเรียนระดับประถม มัธยม หรือวิทยาลัยครู

ตอนนั้น (เมื่อเกือบ 40 ปีมาแล้ว) พวก Stakeholders ที่สำคัญมีเพียง 3 กลุ่มเท่านั้น คือ

1.ตัวเด็กที่สมัครเข้าสอบเข้ามหาวิทยาลัย

2.ผู้ปกครองของเด็ก

3.ข้าราชการฝ่ายมหาวิทยาลัย

ปัญหาของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสมัยเมื่อเกือบ 40 ปีที่ผ่านมาคือ

ปัญหาการวิ่งรอกสอบของเด็ก ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง และ

ปัญหาของการจัดการที่ไม่ลงตัวของมหาวิทยาลัยทั้งหลาย คือจนเปิดภาคเรียนไปแล้วตั้ง 1 เดือนยังมีเด็กที่เปลี่ยนใจย้ายเข้าย้ายออกเลย

ยกตัวอย่างคนที่สอบเข้าได้ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาที่บางแสน ชลบุรี ไปรายงานตัวเข้าเป็นนิสิตแล้วเล่นน้ำทะเลจนหนำใจแล้ว

เกิดเปลี่ยนใจจะเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็สามารถเก็บข้าวของไปรายงานตัวที่บางเขนได้เลย เป็นต้น

ดังนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับมหาวิทยาลัยมหิดลจึงจับมือกันจัดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบสอบรวมแล้วให้เด็กเลือก 5 คณะวิชา ซึ่งบรรดามหาวิทยาลัย

ทั้งหลายก็เห็นดีเห็นงามด้วยเลยมารวมหัวกันจัดสอบรวม ซึ่งก็ทำกันเองเนื่องจากทุกมหาวิทยาลัยต่างก็เป็นนิติบุคคลดังกล่าว

การสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบรวมที่เกษตรกับมหิดลริเริ่มนี้สมประโยชน์ของ Stakeholders ทุกฝ่าย คือเด็กก็ได้เลือก 5 แห่งโดยสอบครั้งเดียว ผู้ปกครองก็

ประหยัดค่าใช้จ่าย ส่วนทางมหาวิทยาลัยก็จัดการได้สะดวก มีประสิทธิภาพไม่ต้องปวดหัว ก็มีความสุขกันดีทุกฝ่ายในสังคม


การทำกันเองในการสอบรวมเข้ามหาวิทยาลัยนี่ต้องแฟร์(ศัพท์คำนี้ไม่ทราบว่าคนสมัยนี้รู้จักกันหรือเปล่า แฟร์ แปลว่า บริสุทธิ์ยุติธรรม)

ปัญหาก็ไม่มีอะไรหรอก จนกระทั่งเกิดเรื่องอื้อฉาวเมื่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัยคราวที่แล้ว จึงเกิดความไม่ไว้วางใจกันขึ้น

ประกอบกับเกิดมีกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพิ่มขึ้นอีกสองพวกคือ
โรงเรียนกวดวิชา กับ ข้าราชการฝ่ายโรงเรียนมัธยม

ซึ่งมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันเพราะพวกโรงเรียนกวดวิชาเจริญเติบโตมั่งคั่งร่ำรวยเป็นที่นิยมของนักเรียน

ในขณะที่นักเรียนไม่สนใจโรงเรียนมัธยมเท่าไรนักเพราะมุ่งกวดวิชากันมากกว่า

ดังนั้น จึงมีแนวคิดจากกระทรวงศึกษาธิการที่จะเปลี่ยนแปลง

โดยเอาคะแนนสะสมที่เรียนในโรงเรียนมัธยม มาประกอบการตัดสินการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

เพื่อที่จะให้นักเรียนอยู่ในโรงเรียนทั้งกาย และใจ มากกว่าไปอยู่ที่โรงเรียนกวดวิชา ซึ่งพวกโรงเรียนกวดวิชาก็จะถูกกระทบกระเทือนผลประโยชน์ และ

บรรดา Stakeholders เก่า 3 กลุ่มที่ยึดหลักการแฟร์(ที่ปัจจุบันแปลกันไม่เป็นแล้ว) ก็เลยโวยวาย

เรื่องมันก็จะกลับไปให้แต่ละมหาวิทยาลัยจัดสอบกันเเองอีก(ก็เป็นนิติบุคคลยังไงละ)

มันก็กลับไปที่เมฆอีกนั่นแหละ สบายดี!

============================================

ปีหน้า จะมีการ สอบ GAT PAT โดยเป็นเกณฑ์ให้ นร.ไว้สอบเข้ามหาวิทยาลัย

โดย เด็กสามารถสอบได้ตั้งแต่ ม.5 สอบได้ ปีละ 3 ครั้ง

โดยคะแนน สอบมหาวิทยาลัย จะแบ่งเป็น

GPA 20%
ONET 30 %
GAT 10-50%
PAT 0-40%

เจ้า GAT และ PAT สอบได้ ปีละ 3 ครั้ง เก็บคะแนนไว้ได้ 2 ปี

ใช้คะแนนดีที่สุดยื่น

ช่องว่างต่างกันขึ้นเรื่อยๆ

ช่องว่าง ทางการศึกษา

ช่องว่างที่ ผู้คนไม่สนใจ

ช่องว่าง ที่ NGO มีเงินสนับสนุนน้อยมาก เมื่อเทียบกับอย่างอื่น

แล้วเราจะปิดช่องว่างนี้ได้อย่างไร

26 ความคิดเห็น:

มนแชง กล่าวว่า...

พ่อธีร์คะ ในความเห็นส่วนตัวของดิฉัน ช่องว่างทางการศึกษานั้น มีแน่นอน และแก้ไขไม่ได้หรอกค่ะ เป็นเรื่องทางธรรมชาติด้วยซำ้ หากคิดว่ามันเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข ก็คงต้องแก้ไปจนชั่วชีวิต และเกิดมาอีกหลายชาติก็แก้ยาก เพราะมันไม่ใช่ปัญหาของมัน มันเป็นปัญหาที่คนเอามาคิดต่างหาก

คนเราเกิดมา มีความถนัด มีความชอบ แตกต่างกัน และเหมาะสมแตกต่างกัน เหมือนนิ้วมือแต่ละนิ้วที่ยาวไม่เท่ากัน และทำให้มือนั้นทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ หยิบจับคล่องแคล่ว แม้แต่มด ก็มีมดนางพญา มดงาน มดทหาร ที่ทำหน้่าที่ของตัว ไม่มีใครน้อยใจว่า ทำไมฉันต้องเกิดมาเป็นมดงาน ไม่เป็นนางพญา

ประเด็นคือ คนทุกๆคน ไม่มีความจำเป็นต้องเรียนมหาวิทยาลัย คนบางคนก็อาจจะไปเรียนอาชีวศึกษา ออกมาทำหน้าที่ต่างๆ ที่เหมาะสมกับความสามารถของตน

คนไทยมีค่านิยม มีความเชื่อว่า เราต้องเข้ามหาวิทยาลัย ต้องเีรียนสูง เพื่อออกมาเป็นเจ้าคนนายคน ออกมาทำงานมีเกียรติ คือ หมอ วิศวกรรม อาชีพอื่นๆ เช่น เป็นยาม เป็นคนกวาดถนน เป็นชาวนา เป็นชาวสวน ไม่ได้เป็นอาชีพมีเกียรติ คนมีเงิน คนมีตำแหน่งต่างหาก ที่ทรงเกียรติ แม้โกงมา ก็ถือว่า มีเกียรติ นี่ต่างหากคือความผิดปกติที่ต้องแก้ไข ผิดปกติทางความคิดและผิดปกติที่มุมมอง

เมื่อคนทุกๆคน อยากเรียนมหาวิทยาลัย จะได้ออกมาทำงานตำแหน่งสูงๆ คนทำงานในระดับปฎิบัติการ ก็เหลือน้อยลงทุกที ตอนนี้ ขาดแคลนคนระดับปฎิบัติการมาก คนเรียนจบปวช. ปวส. ก็ไปเรียนต่อปริญญาตรี ต่อโท กันจนล้นตลาด พอเรียนสูง หากไม่ได้ตำแหน่งผู้จัดการก็ไม่อยาก แต่เมื่อมาเป็นผู้จัดการ ก็ทำไม่ได้ เพราะจัดการกับชีวิตของตัวเองยังไม่เป็นเลย ค่ะ นี่คือปัญหา

(เดี๋ยวมาต่อ)

มนแชง กล่าวว่า...

ในประเทศอื่นๆ ก็มีปัญหาเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั้งนั้น เพราะเป็นเหมือนเก้าอี้ดนตรี การคัดเลือกคนที่จะมีความสามารถ ขึ้นมาเป็นคนระดับหัวๆได้ จึงจะมาเรียนมหาวิทยาลัย

คนที่จบมหาวิทยาลัยต้องเป็นคนมีความสามารถ ความสามารถนั้น ไม่ใช่ว่า มาจากเขาจบมหาวิทยาลัย แต่ความสามารถนั้นมาจากที่เขามีความสามารถ มีศักยภาพในตัวจนทำให้เขาสามารถเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ต่างหาก

ในประเทศสิงคโปร์ หรือ มาเลเซีย ก็มีอัตราการแข่งขันในการเข้ามหาวิทยาลัยที่สูงมาก แต่คนที่สอบเข้าไม่ได้ ก็ไปเรียน โปลีเทคนิค สายอาชีพ ออกมาทำงาน ประสบความสำเร็จในอาชีพต่างๆ พัีฒนาประเทศของเขาในด้านต่างๆ แต่เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเรา เด็กจบมหาวิทยาลัยเยอะแยะ เด็กเรียนอาชีวะ ก็ไปจบมหาวิทยาลัย แต่ทำอะไรได้บ้าง แม้แต่เป็นครู ก็เป็นไม่ได้เลย

(เดี๋ยวมาต่อ)

มนแชง กล่าวว่า...

ประเด็นคือ พ่อแม่คนไทย ต่างตั้งความหวังไว้สูงมาก ว่า การศึกษาคือทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะนำพาความสำเร็จให้ลูก สถาบันการศึกษา คือผู้ที่จะทำให้ลูกเป็นคนเหนือคน เป็นคนที่ดีกว่าเรา ผู้เป็นพ่อแม่ ดังนั้น เมื่อลูกเข้าโรงเรียนแล้ว พ่อแม่มักจะคิดว่า หน้าที่อบรมสั่งสอน และทำให้ลูกมีความสามารถ ประสบความสำเร็จ คือ หน้าที่ของครู หน้าที่ของโรงเรียน พ่อแม่มีหน้าที่หาเงินมาจ่าย และให้กำลังใจลูก หรือ พอลูกมีปัญหาก็ไปฟ้องครู ให้อบรมลูกฉันหน่อย

ดังนั้น ธุรกิจการศึกษา จึงกลายเป็นประเด็น เป็นปัญหา และก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ เพราะเรามัวแต่ไปคิดแก้ที่ระบบ แทนที่จะคิดแก้ที่ความคิดของเราเอง ว่า หน้าที่ในการปั้นลูก สอนลูก และความสำเร็จในชีวิตของลูก ความสุขของลูกในอนาคต ชั่วชีวิต ไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา แต่เป็นหน้าที่ของเราเอง

มนแชง กล่าวว่า...

เมื่อลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ว่า ลูกจะประกอบอาชีพใดๆ ที่สุจริต และมีประโยชน์ต่อสังคม แม้แต่เป็นคนกวาดถนน เขาควรภาคภูมิใจ ว่า เขาได้ทำให้คนจำนวนมาก มีสิ่งแวดล้อมที่สะอาด งดงาม และน่าอยู่ วันใด เขาไม่มาทำงาน คนที่ผ่านมา เห็นถนน ไม่สะอาด มีขยะ ก็จะติดเชื้อโรค ไม่มีความสุขได้ นี่ต่างหาก คือสิ่งที่เราต้องสอนลูกของเรา

ดิฉันเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง พูดถึงลุงแก่ๆ ชาวญี่ปุ่น ทำหน้าที่กวาดถนน และเศษใบไม้ ในสวนสาธาณะ ทุกวัน แกทำงานอย่างมีความสุข หน้าตายิ้มแย้ม ไม่ว่าใครจะเห็นแก ทักแกหรือไม่ นักเขียนท่านนั้น ได้ไปคุยกับแก เพราะเห็นแกมาหลายสิบปี ไม่เปลี่ยนแปลง ว่า ทำไมแกถึงไม่เปลี่ยนงาน หรือ ทำไมแกมีความสุขกับงานสกปรกแบบนี้ แกตอบว่า งานของแก เป็นงานที่มีความสำคัญ หากวันใดแกไม่มา ถนนจะสกปรกมาก เพราะใบไม้เยอะ ปลิวเต็มไปหมด ฝนตกมาก็เฉอะแฉะ คนเดินไม่สะดวก ลำบากมาก

ดิฉันเคยดูรายการทีวีญี่ปุ่น มีร้านหมี่ ร้านเล็ก ร้านน้อย เต็มไปหมด อายุเป็นร้อยๆปี สืบทอดมาหลายรุ่น ลูกหลานก็กลับมาสืบทอด ไม่รังเกียจว่า เป็นงานไม่มีเกียรติ เขากลับภาคภูมิใจที่ได้ทำอาหารอร่อย และสะอาด มีคุณภาพ สมเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ

แต่ประเทศเราเป็นอย่างไร ลูกๆรังเกียจอาชีพของพ่อแม่ เรียนจบมหาวิทยาลัย ไม่มาสืบทอดกิจการเล็กๆ ของครอบครัว ไปทำงานออฟฟิต กินเงินเดือนไม่ถึงหมื่นบาท เพราะเป็นงานมีเกียรติ ไม่ต้องมาลวกก๋วยเตี๋ยวทีละชาม ต่อให้แค่ทำงานเป็นคนเดินเอกสารในตึก ก็ยังดีกว่า มาขายก๋วยเตี๋ยวที่บ้านตัวเอง นี่ก็เป็นเรื่องจริงอีกเรื่องหนึ่งค่ะ

มนแชง กล่าวว่า...

ย้อนกลับไปดู คนไทยในปัจจุบัน มีใครให้เกียรติใครบ้าง มีสักกี่คนที่ชื่นชมให้เกียรติ พี่เลี้ยงลูก แม่บ้านที่ทำความสะอาด ยาม หรือ คนกวาดถนน คนขายก๋วยเตี๋ยว เราเดินผ่านคนพวกนี้ ไปไม่เคยทัก ไม่เคยเห็นเขามีตัวตน ไม่เคยแม้แต่จะสอนลูกให้ทักทายคนพวกนี้เลย สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้คนในสังคม เริ่มแยกว่า งานนี้ไม่มีเกียรติ คนไม่เห็นคุณค่า ไม่มีตัวตนในสังคม แต่เราสวัสดีทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส ยกยอปอปั้น ชื่นชมคนเรียนสูง ชื่นชมคนเรียนเก่ง ชื่นชมคนทำงานบริษัทใหญ่ๆ แค่ทำงานย่านสาทร ก็ยืดซะ

การกระทำแบบนี้ของคนในสังคม ทำให้ค่านิยมต้องเรียนสูง ต้องเข้ามหาวิทยาลัย ต้องเรียนหมอ เรียนวิศวะ มันยังอยู่ เรียนจบแล้ว ก็ไปต่อบริหาร ไปทำงานธุรกิจ เพราะกลัวเลือด ไม่ชอบงานสกปรก แต่เรียนเพราะ มันทำให้เป็น Somebody เป็นซะอย่างนี้

สรุปแล้ว ปัญหาการศึกษาอยู่ที่ไหนคะนี่ ถ้าไม่ใช่อยู่ที่ความคิดของเราเองที่เป็นพ่อแม่ และคนในสังคม

VARAVEE กล่าวว่า...

ถ้าถามผม ว่าปัญหานี้แก้ได้ไหม การลดช่องว่างของการศึกษา

ผมตอบว่าน่าจะได้นะ เพราะขนาด ดร วอลดอลฟ ยังทำได้เลย

แต่ผมว่า ก็น่าจะยากอีก

เพราะ ไอ้เจ้าหลักสูตรนี้ ดันมากระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพ ค่าเทอม เรียนกันเป็นแสน แทนที่หลักสูตรแบบนี้ น่าจะไปอยู่ต่างจังหวัด ค่าเทอมถูกๆ เพราะ สามารถทำได้โดยไม่ต้องการอะไรเลยเสียด้วยซ้ำ
=============================
ภาพที่มองเหน หลังจาก กลับมา

โรงเรียน ก็มัวแต่ห่วงสร้าง ถาวรวัตถุ

ครู ก็ต้องมัวแต่ วางแผนการสอน ส่งงานเพื่อเพิ่มวิทยฐานะ แต่ไม่ได้ห่วงสอน

มาอบรม ก็อบรมไป ก็แค่นั้น

ที่ร้าน Internet cafe ในต่างจังหวัด เด็กเรียน ก็ต้องมานั่งพิมพ์งาน ในร้านเกมส์ ทำรายงานที หมดเป็น 100 ทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็นอะไรเลย แต่ที่ต้องทำเพราะกลัวคะแนนไม่ดี

อบต ก็มีสักกีคนที่เข้าใจระบบการศึกษา

===========================
ผมถึงบอก มนแชงไงครับ
สมมตืเราอยากได้คน พันธ์ใหม่ ในอีก 1 Generation มันต้องสร้าง

การสร้าง มันสร้าง ได้ไม่หมดหรอกครับ เราไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้หมด

แต่ถ้าไม่เริ่ม มันก็ไม่รู้เริ่มเมื่อไร

และถ้าไม่เริ่ม เราก็ได้แต่บอกว่า ในอนาคตนั้น

ก็จะมีคน ที่เราเห็น ในปัจจุบัน ให้ลูกเรา บ่นและว่า ไม่ต่างอะไรจากเรา อาจจะต่างแค่ รูปแบบ และ บุคคลเท่านั้น

มัน กลายเป็น วัฎฎ

VARAVEE กล่าวว่า...

ผมเห็นมีนักคิดมากมาย แต่นักคิดมากมาย เหล่านั้น ก็คงเหมือนผม

ที่นั่งอยู่บน หอคอย มองลงไป

หรือไม่ก็ รับรายงาน ว่าอยากได้อะไร แล้ว อนุมัติลงไป

นักคิดมากมาย พยายามแก้ปัญหา ด้วยการรวมศูนย์

นักคิดมากมาย แยกปัญหา ด้วยการกระจาย

พอกระจาย ก็กลายเป็นยิ่งเละ

เพราะ ตัวครูเองไม่พร้อม

ทำให้ตกเป็น ทาส ของ สำนักพิมพ์ ทางการศึกษามากมาย ที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด

โรงเรียนนี้ ต้องใช้หนังสือของ สนพ นี้ เพราะ ได้รับส่วนลดเยอะดี

หนังสือของ พี่ ไม่สามารถใช้ในน้องได้ต่อ

การแก้ปัญหานี้ ต้องแก้ที่ ครู

แต่ก็อย่างว่าละครับ

กระทรวงที่มีผลลประโยชน์มากที่สุด หนึ่งในนั้นก็คือ กระทรวงศึกษาธิการ

VARAVEE กล่าวว่า...

หลักสูตร มันกลับตาลปัตร

หลักสูตร ที่ควรใช้ ใน ตจว กลับมาใช้ใน กรุงเทพ กลางเมืองหลวง

คนกลางเมืองหลวง กลับกลายเป็น ทำ HomeSchool ทั้งๆที่ น่าจะกระจายออกข้างนอก

คน ตจว กลายเป็น พยายาม เลียนแบบ พฤติกรรม ของใน กท เพราะ ขนาดใน ตำบลเล็กๆ ก็มี Kumon และ รร สอนพิเศษ มีสอนเทควนโด มีสารพัด

พ่อแม่ต้องมาหากินเมืองหลวง เพราะ อยากให้ลูกได้เรียน พิเศษ เพื่อทัดเทียม

VARAVEE กล่าวว่า...

ถ้า มีเด็กเกิดใหม่ แต่ละปี 1 แสน 5 หมื่นคน

ถ้าขอ เพียง 0.01 %

150 คน

ถ้า แต่ละ คน ช่วยกันแค่ 0.001% ก็ยังได้ถึง 15 คน

ใน 15 คนนั้น คือ เพื่อน ร่วมชาติ เพื่อนร่วมโลกของลูก

และถ้าไม่มีเวลา

เราก็ทำแค่ 0.0001 % 1.5 คน ถ้าเราทำตรงนั้นให้ดีที่สุด

สังคมในอนาคต คงสวยงาม

ไม่ว่าจะมีแรง แค่ 0.001 0.01

ลองดูครับ
=========================

สังคมสมัยนี้ มักรวมกลุ่มกันเพื่อให้ลูกได้หาโอกาส ทางสังคม

โดยการให้ลูกเข้าโรงเรียนชื่อดัง

เรามาหาโอกาส ทางสังคมอีกทางหนึ่งเผื่อไว้ให้ลูก

ดีไหมครับ

มนแชง กล่าวว่า...

ดิฉันเห็นด้วยค่ะ พ่อธีร์ การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา คงต้องเริ่มที่ตัวเรา ที่จะเริ่มสร้างคนพันธ์ใหม่ แม้แต่เพียง 0.01% ก็มีความหมายค่ะ เราสร้างและบ่มเพาะลูกของเราให้แข็งแกร่ง และเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ และเราก็แบ่งปันความรู้ และให้กำลังใจเพื่อนๆ ที่เป็นพ่อแม่ของลูกๆ เหมือนกับเรา ให้เข้าใจ มากบ้าง น้อยบ้าง ก็แล้วแต่ ให้เขาได้มอบความรักตามธรรมชาติ ทำหน้าที่พ่อแม่ ตามที่ธรรมชาติได้กำหนดไว้ให้ดีที่สุด

สิ่งที่่พ่อธีร์ทำมากว่า 6 ปีในกระทู้อนุบาล ก็เป็นสิ่งหนึ่งค่ะ และการรวมกลุ่มพบปะและแบ่งปันความรู้ภาคปฎิบัติ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้ครอบครัว พ่อแม่ลูก ได้มีกิจกรรมร่วมกัน และพัฒนาลูกน้อยให้มีศักยภาพด้วยตัวพ่อแม่เอง ไม่ใช่หวังพึ่งสถาบันการศึกษาทีเป็นปัญหาในปัจจุบัน

ดิฉันเชื่อว่า แม้เด็กๆเหล่านี้ จะอยู่ในสังคมแบบนี้ แต่เขาก็จะไม่เติบโตเหมือนเด็กๆทั่วไป ทีหลงอยู่กับการแข่งขันจอมปลอม ชื่อเสียงที่ไม่ยั่งยืน หรือแม้แต่อนาคตที่ตัวเองไม่ได้เลือก เด็กๆที่ได้รับการเพาะบ่มจากพ่อแม่โดยตรง จะแยกแยะได้ค่ะ ว่า เขาเองนั้น ที่แท้เป็นใคร เกิดมาเพื่ออะไร และเขาจะเลือกสิ่งที่เขาจะเป็น ไ้ด้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงความคิด คำพูดของคนอื่นมากเกินไป

bJ กล่าวว่า...

่ความสามารถนั้นมาจากที่เขามีความสามารถ มีศักยภาพในตัวจนทำให้เขาสามารถเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ต่างหาก

หน้าที่ในการปั้นลูก สอนลูก และความสำเร็จในชีวิตของลูก ความสุขของลูกในอนาคต ชั่วชีวิต ไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา แต่เป็นหน้าที่ของเราเอง

ปัญหาการศึกษาอยู่ที่ไหนคะนี่ ถ้าไม่ใช่อยู่ที่ความคิดของเราเองที่เป็นพ่อแม่ และคนในสังคม

......

เห็นด้วยกับทั้งแม่น้องแชงและพ่อธีร์ค่ะ
.
.

เรื่องวอลดอล์ฟ
เพื่อนเราที่อยู่เยอรมันบอกว่า เป็นโรงเรียนของเด็กเรียนอ่อน

ฟังแล้วแปลกใจเหมือนกันค่ะ

ที่แปลกใจ เพราะเราชอบแนวคิดแบบวอลดอล์ฟ แต่สามีเพื่อนที่เป็นเยอรมันบอกว่า เป็นเด็กเรียนอ่อน

เราถามว่า อ้าว แล้วโรงเรียนทั่วไปของเยอรมันเรียนอะไร

เพื่อนบอกว่า
เด็กอนุบาล ก็ไม่เรียนอะไรเลยเหมือนกัน (จริงๆ ก็เรียนค่ะ แต่เป็นการสอนปนเล่น)

อันดับแรกที่ต้องเรียน คือ
เรียนรู้การอยู่กับสังคม ระเบีียบวินัย

โรงเรียนจะให้เด็กเอาอาหารมากินเอง ... ให้ผู้ปกครองจัดอาหารที่มีประโยชน์มา
แล้วครูเลือกอาหารที่คิดว่ามีประโยชน์มาให้คนอื่นกินด้วย

เด็กทุกคนต้องชิม ไม่จำเป็นต้องกิน (ถ้าไม่อยากกินก็ปฏิเสธได้ แต่ต้องชิมก่อน)

ทุก 1 วันใน 1 สัปดาห์
เด็กทุกคนต้องนำหนังสือของตัวเองมาที่โรงเรียน
มาแลกกันอ่านกับเพื่อน

ฟังแล้วดีจังนะคะ

.......

VARAVEE กล่าวว่า...

ลองคิดดูง่ายๆนะครับ

มีการสอบ GAT PAT ปีละ 3 ครั้ง สอบได้ตั้งแต่จบ ม.4

แค่ค่า สอบ ไปเท่าไรแล้ว ค่ารถค่านั่นค่านี่

สมมติ มีการสอบ 1 ครั้ง ผปค ต้องจ่ายขั้นต่ำสุดก็ 1000 บาท (รวมค่ารถค่าหนังสือ ค่านั่นค่านี่ )

การสอบ 6 ครั้ง ก็ 6000 บาท

ดูแล้วไม่มากนะครับ

6000*100 000 = 600 ล้าน

นี่แค่ค่าจัดสอบนะครับ

คนบ้านนอก ไกลไกล คิดจะสอบทำไงละนี่ กู้เงินมาสอบ หรือ

นี่ยังไม่รวมค่าเรียนค่าจิปาถะอีก

เฮ้อ บ่นไปก็แค่นั้น ใช่ไหมครับ เพราะ มันเปนไปแล้วนี่

==========================
ดูการแบ่ง เค๊ก ของ StakeHolder ซิครับ

มันช่างลงตัวอะไรอย่างนี้

1.ตัวเด็กที่สมัครเข้าสอบเข้ามหาวิทยาลัย

2.ผู้ปกครองของเด็ก

3.ข้าราชการฝ่ายโรงเรียนมัธยม

4.ข้าราชการฝ่ายมหาวิทยาลัย

5.โรงเรียนกวดวิชา

3 หน่วยงานหลัง ได้หมด

GPA 20% ครูในโรงเรียน
ONET 30 % ข้าราชการครู
GAT 10-50% กวดวิชา ครูในโรงเรียน ครูในมหาวิทยาลัย
PAT 0-40% กวดวิชา ครูในโรงเรียน ครูในมหาวิทยาลัย


=============================
การมองเข้าไปเช่นนี้ จะพบว่า เมื่อมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเยอะ

โดย พ่อแม่เป็นตัวกระตุ้นเด็ก เพื่อสร้างความคาดหวัง

วงจรนี้ ก็จะยังอยู่

=============================

คำถามคือ ถ้าคุณ อยู่ตรงนี้ คุณ จะ ฝืนกระแส อย่างไร

เพราะดูแล้วไม่น่าเลยเป็นไปได้ลำบาก ที่จะฝืนกระแสได้

================================

การฝืนกระแส จึงมีได้ในทางเดียว สำหรับคนมีโอกาส

ทำให้เขารู้ว่า ในโลกนี้ มีอาชีพ อยู่มากมาย ทำให้เขารู้จักตัดสินใจ ที่จะประกอบอาชีพนั้น

ไม่สร้างความหวัง จนเกินเหตุ

เพราะเมื่อสร้างความหวัง สิ่งที่จะสร้างได้ ก็คือ เงิน เงินที่หาให้เขาเรียนพิเศษ

เขาก็จะบูชาเงิน เพราะอย่างน้อย เงิน ก็ทำให้เขามีความรู้ ได้เป็นคนเหนือคน

และเขาจะขาดความเป็น มนุษย์ลงไปเรื่อยๆ เพราะ ความเป็นคนเหนือคน ของเขา

เราอาจได้พบเจอ หมอที่ขาดคุณธรรม ครูที่ขาด จรรยา สื่อที่ขาด จริยะ วิศวกรที่ขาดความรับผิดชอบ ต่อ ธรรมชาติ นักการเงิน ที่สร้างเครื่องมือทางการเงิน ด้วยกระดาษใบเดียว คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว

เพราะ ความเป็นคนเหนือคนของเขา

แต่ที่พูดทั้งหมดนี่ต้องทำไหม ต้องทำ

เราไม่ได้หวัง มนุษย์ที่เหนือ มนุษย์

แต่เราต้องการแค่

มนุษย์ กลับมาให้เยอะ

ก็เท่านั้น ครับ

มนแชง กล่าวว่า...

"การฝืนกระแส จึงมีได้ในทางเดียว สำหรับคนมีโอกาส

ทำให้เขารู้ว่า ในโลกนี้ มีอาชีพ อยู่มากมาย ทำให้เขารู้จักตัดสินใจ ที่จะประกอบอาชีพนั้น

ไม่สร้างความหวัง จนเกินเหตุ"

เห็นด้วยค่ะ พ่อธีร์ ประเด็นนี้ นี่คือวิธีที่จะำค่อยๆแก้ไขปัญหาวงจรอุบาศก์นี้ได้

คนเราเกิดมา มีความถนัดที่ต่างกัน มีความชอบต่างกัน และมีพรสวรรค์ต่างกัน คนบางคน ไม่มีความถนัดทางด้ายวิชาการ การจำ หรือความเข้าใจในสูตรคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แต่มีความใจเย็น มีความสามารถในการสื่อสารกับสัตว์ มีความสามารถในการสื่อสารกับพืช ก็สามารถเป็นเกษตรกร ที่ยิ่งใหญ่ได้ คนบางคน มีความสามารถในการดัดแปลง และผสมผสานประกอบอาหารรสเลิศ ก็สามารถเป็นเจ้าของร้านอาหาร หรือ ประกอบอาชีพพ่อครัว แม่ครัว ได้ประสบความสำเร็จ มีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น

อาชีพทุกอาชีพ มีความยากลำบาก มีปัญหาของมันเอง หากเราประกอบอาชีพที่เราไม่ได้รัก แต่ทำเพราะทำให้เรามีชื่อเสียง มีเงินมีทอง มีหน้ามีตา แต่เมื่อเราสะดุดกับปัญหา ความยากลำบากของอาชีพนั้น เราก็ยากที่จะทำได้สำเร็จตลอดรอดฝั่ง หรือ หากพยายามทำ ก็ำทำอย่างไม่มีความสุข แต่ไม่กล้าเลิก ไม่กล้าลาออก เพราะกลัวเสียหน้า ไม่เคยฝึกปล่อยวาง

การที่เราจะทำให้เด็กๆ พันธ์ใหม่ รู้ว่า มีอาชีพมากมายที่เขา สามารถเลือกได้ เป็นได้ และสำเร็จได้หากรักที่จะเลือก โดยไม่ต้องคำนึงถึงกระแสสังคม ก็คือ การที่ทำให้เขา เห็นคุณค่าของตัวเอง เห็นคุณค่าของคนอื่น ให้เกียรติผู้อื่น และการฝึกฝนทักษะต่างๆที่ติดตัวมาแต่กำเนิด จนเขาค้นพบตัวเอง ว่า เขาที่จริงแล้วคือใคร ค่ะ เมื่อเขาเห็นคุณค่าของตัวเอง เขาก็จะพึงพอใจในสิ่งที่เขาเป็น และสิ่งที่เขาไม่เป็น และจะมีความสุขกับความพอเพียง ไม่หวังเกินตัวค่ะ

ขอให้สนุกกับวันพรุ่งนี้นะคะ การเดินทางครั้งใหม่ของความฝันอันยิ่งใหญ่ ได้เริ่มต้นแล้ว ให้กำลังใจนะคะ

VARAVEE กล่าวว่า...

"""....อาชีพทุกอาชีพ มีความยากลำบาก มีปัญหาของ.มันเอง หากเราประกอบอาชีพที่เราไม่ได้รัก แต่ทำเพราะทำให้เรามีชื่อเสียง มีเงินมีทอง มีหน้ามีตา แต่เมื่อเราสะดุดกับปัญหา ความยากลำบากของอาชีพนั้น เราก็ยากที่จะทำได้สำเร็จตลอดรอดฝั่ง หรือ หากพยายามทำ ก็ำทำอย่างไม่มีความสุข แต่ไม่กล้าเลิก ไม่กล้าลาออก เพราะกลัวเสียหน้า ไม่เคยฝึกปล่อยวาง...."

ยากนะครับการออกจากวงจร ที่ทำ อาชีพ เพื่อ เลือกไปสู่ที่ตนเองรัก

อันดับแรก ก็ เงิน เลย สมมตื ตัดเรื่อง เงินออกไปได้

อันดับ สอง ก็เรื่อง ประสบการ

มีแต่ ใจ นี่ยากเหมือนกัน หนา ครับ

มีความรู้ แต่ไม่มีคนเห็น ไม่มีโอกาสได้แสดงความรู้นั้นๆให้คนเห็น

ถ้าเขาไม่มุ่งมั่นจริงๆ แค่เริ่ม ก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว

และจริงๆแล้วไม่ต่างอะไร กลับการที่ ได้สอนลูกเอง หรอกครับ

เงินมีไหม จ่ายค่าเรียนพิเศษ มี
ลำบากไหมเตรียมแบบฝึกหัด ลำบาก
เหนอย ไหม ในการทำงานแล้วกลับบ้านมา เรืองในหัวเยอะแยะเลย

ต้องมานั่งรบกับลูกอีก

อยากสอนเองก็อยาก เพราะรู้ว่าดีแน่แน่

สรุป ซื้อดีกว่า ง่ายดี

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

พ่อน้องอังกฤษ
ฝากถามพ่อธีร์
อยากรู้เทคนิคการตอบคำตอบการหาร
ส่วนการบวก ลบ คูณ ใช้หลักการบวกให้เป็นเลข 1 หลัก (อ่านจากบอร์ดตอบคำถามของพ่อธีร์ ) แต่การหารไม่ได้โพสด์ไว้ พอดีลูกจะสอบ ขอความอนึเคราะห์ด้วยครับ

VARAVEE กล่าวว่า...

ฝากถามพ่อธีร์
อยากรู้เทคนิคการตอบคำตอบการหาร

VARAVEE กล่าวว่า...

ฝากถามพ่อธีร์
อยากรู้เทคนิคการตอบคำตอบการหาร

ไม่เข้าใจคำถามครับผม

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

พ่อน้องอังกฤษ
ยกตัวอย่างการบวกอ่าน จากบอร์ดรักลูกของพ่อธีร์
4567+1234 เท่ากับ5801
เอา 4+5และ 6+7 กับ 1+2 และ 3+4
เท่ากับ 4+ 1เท่ากับ 5
ที่นี้ เอา 5+8 และ 0+1
เท่ากับ 13+1 เท่ากับ 5
5 เท่ากับ 5

ส่วนการหารไม่รู้จะมีวิธีการตรวจคำตอบอย่างไร

VARAVEE กล่าวว่า...

พ่อน้องอังกฤษ
ยกตัวอย่างการบวกอ่าน จากบอร์ดรักลูกของพ่อธีร์


ตามอ่านที่นี่นะครับ

porthee.freeforums.org

VARAVEE กล่าวว่า...

161/7 = 23


คำตอบ 23 ---->5

7*5 = 35 ----->8

161------->8

====================

งงไหมครับ

คราวนี้มีกฎนิดหน่อย สำหรับการตรวจคำตอบหาร

1. ถ้ารวมแล้วได้ 9 ให้ลดลงเป็น 0 ถ้า รวมแล้วได้ 0 ให้เปลี่ยนเป็น9

ตย.นะครับ


877/27 = 32 เศษ 13



32---->5

13----->4

27------>9 ได้ 9 เปลี่ยนเป็น 0

(ตัวหาร * ผลลัพท์)+เศษ = ตัวตั้ง
(0*5)+4 = 4

877----------->8+7+7----->22----2+2---->4

4=4

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

พ่อน้องอังกฤษ
ขอบคุณมากๆครับ ฝากถามพ่อธีร์พอดีทราบว่าลูกพ่อธีร์อยู่ ป2ใช่ไหมครับอยากทราบว่าพ่อธีร์มีทคนิคง่ายๆในการสอบลูกวิชาอื่นๆนอกจากคณิตศาสตร์อย่างไรบ้างครับ นอกจากการเขียนmind map ครับ จริงๆอยากเข้าร่วมกิจกรรมกับ กลุ่มแต่อยู่เชียงใหม่ ขอความอนุเคราะห์ด้วยครับ

VARAVEE กล่าวว่า...

สงสัยต้อง โทรคุยกันครับ

0894501220

พ่อน้องพลอย กล่าวว่า...

พ่อธีร์ครับ

ขอเสนอความเห็นเรื่องการตรวจคำตอบการหารบ้างครับ
ตัวผมเองจะไม่เปลี่ยน 9 เป็น 0 ครับ

เพราะ ผลบวกเลขโดดที่เกิดจากการคูณ9
พอเอามาบวกจนถึงที่สุด ค่ามันก็จะเท่ากับตัวที่มันมาบวกอยู่แล้วครับ

เช่น

877/27 = 32 เศษ 13


ตัวตั้ง 877--->8+7+7 = 22----> 2+2 = 4

ผลลัพธ์ 32---->3+2=5

เศษ 13----->1+3=4

ตัวหาร27------>2+7=9


(ตัวหาร * ผลลัพท์)+เศษ = ตัวตั้ง
(9*5)+4 = (45)+4 ---->(4+5)+4
= 9+4 = 13---->1+3= 4

4=4

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

พ่อน้องอังกฤษ
เรียนพ่ธีร์ โทรไป
สงสัยต้อง โทรคุยกันครับ

0894501220

เป็นเบอร์ยกเลิกการใช้บริการ
แต่ก็ขอขอบคุณพ่อธีร์มากรวมทั้งสมาชิกในบอร์ดโดย
เฉพาะคุณหมอพ่อน้องพลอยที่ให้คำแนะนำในการเรียน
หนังสือ เทคนิคการจำ แต่ขอถามนิดหนึ่ง ลูกอยู่ชั้น ป1
กำลังหัดทำ ตาราง 100 ช่อง การคูณก่อน
แล้วลองให้วาดรูปตามโจทย์กำหนด
แต่ตอนนี้แกเรียนบวกลบเลข 1 หลักอยู่
เราจะมีวิธีอย่างไร ให้เรียนของพ่อธีร์และของโรงเรียนไปด้วยกัน เนื่องจาก ไม่ได้ทำตามพ่อธีร์ตั้งแต่ก่อนอนุบาล(พอถึงประถมก็สายเสียแล้ว ) ขอบคุณครับ

VARAVEE กล่าวว่า...

ขอโทษทีครับ ลืม ว่าเปลี่ยนเบอร์งั้น งงหมด ว่า สายงาน สาย เวป

0840139880

VARAVEE กล่าวว่า...

แฮะ ลืมไป ตามหมอพลอยครับ

ไม่ต้องเปลี่ยน

ขอบคุรหมอพลอยมากครับผม

แสดงความคิดเห็น

Subscribe